้ก็เหนื่อยเสียแล้ว…”
เจียงเสวี่ยหนิงกลอกตาใส่เขา
ขณะหันหน้าไปหาเซี่ยเวยก็เห็นเจี้ยนซูเดินเข้าประตูมา เมื่อเห็น สีหน้าของเขา รอยยิ้มสบายใจของนางก็ค่อย ๆ เลือนหาย ถามขึ้นมาว่า “ข่าวมาถึงแล้วหรือ”
เจี้ยนซูเดินเข้ามายื่นจดหมายให้
เขาค้อมกายเอ่ย “ด้วยการช่วยเหลือจากคุณชายติ้งเฟย เตาฉินจึงพาตัวออกนอกเมืองมาได้อย่างปลอดภัย จะมาถึงเจินติ้งคืนนี้ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงรับจดหมายมาเปิดอ่าน นางนั่งอยู่นาน สีหน้าปราศจากอารมณ์ใด จากนั้นค่อยๆ เงยหน้ามองใบไม้แดงนอกหน้าต่าง พูดกับ เซี่ยเวยว่า “พริบตาเดียวก็ฤดูใบไม้ร่วง ถึงช่วงเวลาบุปผาโรยราอีกแล้ว…”
*****
น้อยครั้งนักที่โจวอิ๋นจือจะไม่อยากขี่ม้าหรือนั่งเกี้ยว เขาเอามือไพล่หลังเดินกลับจวนแทน
ภาพการหารือในท้องพระโรงเมื่อสักครู่ลอยเข้ามาห้วงคิด
วันนี้เขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าทหารรักษาการณ์ประจำประตูเมืองทั้งเก้า นำทหารรักษาการณ์เมืองหลวงเฉกเช่นเดียวกับติ้งกั๋วกงเซียวหย่วน ห่างจากตำแหน่งขุนนางขั้นสูงสุดแค่ก้าวเดียว ทว่าเขากลับไม่ดีใจเลยแม้แต่น้อย
ราชสำนักตกมามีชะตากรรมเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ คาดคิดไม่ถึง
นับตั้งแต่กลับจากซินโจว เซียวซูก็ได้หน้าเสิ่นหลางเองก็ชื่นชมเขา ยิ่งนัก เดิมคิดว่าถึงจะลงมือกับโหยวฟางอิ๋นหนักไปหน่อยจนต้องผิดใจกับเจียงเสวี่ยหนิงเป็นแน่แท้ แต่อย่างไรเสียเขาก็ยังได้ประโยชน์
ใครจะไปรู้ว่านิกายสวรรค์กลับก่อกบฏ เขายังดี