นื้อเสียงเจือความ แหบแห้งเผยความเกียจคร้านหน่อย ๆ เพิ่งพูดได้คำเดียวนางก็ชะงักครู่หนึ่งด้วยนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงขบฟันมองเซี่ยจวีอันอย่างหงุดหงิด
เซี่ยเวยได้ยินเสียงของนางก็ชะงัก ก่อนเบนสายตาไปทางอื่น เอามือ บังริมฝีปากตัวเองแล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะนอนต่อไหม”
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นหัวเราะตอบ “ยังต้องให้ท่านพูดอีกหรือ”
นางคร้านจะสนใจเขา พลิกตัวหันหน้ากลับไปด้วยความขุ่นเคือง จากนั้นก็ห่อตัวเหมือนดักแด้ หลับตาไม่สนใจสถานการณ์ภายนอก
ท้องฟั้าด้านนอกสว่างไสว แสงส่องทะลุผ่านกระดาษขาวที่เริ่มเก่า บนหน้าต่างลงกระทบร่างของนาง เรือนผมสีดำแผ่สยายข้างหมอนราวกับน้ำตก เซี่ยเวยเหม่อมอง เผลอคิดไปว่าห้วงเวลาไหลอย่างเนิบช้าตาม เรือนผมอันอ่อนนุ่ม
ทั้งที่ยังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย กลับรู้สึกถึงความอ่อนโยน
เขายืนอยู่ตรงนั้นสักครู่หนึ่ง ค่อย ๆ แย้มยิ้มแล้วเดินออกไปว่านซิวจื่อส่งคนมาเชิญเขาตั้งแต่เช้า
ในจวนระวังปั้องกันอย่างเข้มงวดจนดูแน่นหนากว่าเมื่อคืน นักพรต น้อยที่นิ่งเงียบไม่พูดจานำทางเขาไป สาวกนิกายสวรรค์ที่เขาพบหลายวันนี้ไม่มีผู้ใดไม่มองมาด้วยสายตาหวาดกลัว
ครั้นถึงศาลาริมน้ำข้างทะเลสาบก็หยุดฝีเท้า
ด้านในไม่เพียงมีว่านซิวจื่อ แต่ยังมีนักพรตน้อยรับใช้อีกหลายคน รวมถึงเหล่าผู้ดูแลสาขามากหน้าหลายตา บ้างสวมชุดนักพรต บ้างก็ ดูเหมือนชาวยุทธ์ในยุทธภพ
ล้วนแล้วแต่ดูเป็นคนที่ไม่อาจจะรับมือได้โดยง่าย
เมื่อว