ินะ”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอดสู
นัยน์ตาทั้งคู่เปียกชื้น ตาดำมีไอหมอกเลือนราง
เซี่ยจวีอันเพียงรู้สึกเหมือนทั่วร่างของนางเมื่ออยู่ในมือเขาก็กลาย เป็นบึงน้ำ อ่อนนุ่มนิ่มนวลชวนนึกถึงดอกซิ่งเฉิดฉันบนกิ่งก้าน
ครั้นได้ยินนางรับปาก เขาก็หยุดมือยอมปล่อยเอว
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ปลงตก
เซี่ยจวีอันบอกหนึ่งไม่เป็นสอง บอกว่าต้องการแสดงก็คือต้องการ แสดง แทนที่จะถูกเขาจับกดกับเตียง เล่นงานจนสภาพปางตายหอบ หายใจฟืดฟาดและทั่วร่างสิ้นเรี่ยวแรง ไม่สู้ทำด้วยตนเอง ใช้วิธีรวบรัด ตรงไปตรงมาอย่างการครางยังดีกว่า
แต่พอนางจะอ้าปาก สุดท้ายก็ยังอับอายอยู่บ้าง จึงขบริมฝีปากกล่าวกับเขา “ท่านหันไปทางโน้นได้หรือไม่”
เซี่ยเวยมองนาง แล้วหมุนตัวไปด้านข้าง
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย นางผ่อนคลายร่างกาย เปล่ง เสียงอู้อี้ไม่ชัดเจนเบา ๆ ในลำคอ ประหนึ่งเจ็บปวดแต่ก็เป็นสุข เสมือนล่องลอยในธารน้ำ คล้ายทานทนแทบไม่ไหว
เซี่ยเวยมองไม่เห็นเหตุการณ์ด้านหลัง เพียงได้ยินเสียงของนางร่าง ก็เกร็ง
ถึงรู้ว่าเหตุการณ์มิได้เป็นไปเช่นนั้น แต่ครั้นได้ยินเสียงนี้แล้วหลับตา ห้วงความคิดก็มีภาพที่ไม่อาจบรรยายปรากฏว่อน ยิ่งทำให้เลือดลมระอุพล่าน อึดอัดคับข้อง
เสียงของนางนุ่มนวลผะแผ่ว
ยามจงใจพ่นเสียงออกจมูกก็ราวกับเป็นความงดงามที่ยากบรรยาย ประดุจคิดดิ้นรนทว่าไร้เรี่ยวแรง ประหนึ่งคิดหลีกลี้แต่ก็จมดิ่ง เสียงหอบหายใจที่ฟังคล้ายเสียงสะอื้นยิ่ง