จนแม้แต่ลมยัง พัดผ่านไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงถูกผลักเข้ามาข้างใน พอมองบนมองล่างก็นึกถอนใจ คราวนี้ต่อให้ติดปีกก็ยากจะหลบหนีแล้วจริง ๆ !
ห้องด้านบนไม่ใหญ่โตนัก
แต่เมื่อเทียบกับบริเวณที่ถูกขังไว้ก่อนหน้า ก็ถือว่าหรูหราขึ้นหลาย ส่วนมีโต๊ะ เตียง ถังน้ำ ฉากบังลม…
คนที่พาพวกนางมาบริภาษอย่างดุร้ายอีกหลายคำ ก่อนปิดประตู จากไป
นอกประตูลงกลอนหลายชั้นอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ใส่ใจคำด่าว่านัก มองเตียงในห้องแวบหนึ่งก็ไม่อาจ ข่มใจ นึกทักทายบรรพบุรุษของว่านซิวจื่อทั้งแปดรุ่น
เซี่ยเวยกลับเยือกเย็นอย่างยิ่ง
แผนหลบหนีที่ล้มเหลวเหมือนไม่ส่งผลอะไรต่อเขานัก
เขาถอดเสื้อคลุมเปือนเลือด
ดังนั้นจึงเผยให้เห็นเข็มขัดหนังรัดเอว แผ่นหลังซึ่งหยัดตรงไปจนถึง ลำคอนั้น พอเปรียบกับยามสวมชุดหลวมกว้างที่ดูหล่อเหลาพ้นโลกีย์ ก็ดูสง่างามและสุขุมกว่าปกติมาก
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็มีโอกาสถามข้อสงสัย“ทำเช่นนี้ ท่านมีแผนอะไรกันแน่”
เซี่ยเวยตอบเสียงเรียบ “ว่านซิวจื่อนิสัยขี้ระแวง ถ้าข้ายอมทำตามโดยไม่ก่อเรื่อง เขาต้องแคลงใจแน่ ๆ”
เจียงเสวี่ยหนิง “ขจัดความระแวงของเขาได้แล้วยังต้องทำอะไรอีก”
เซี่ยเวยมองนาง “ข้ามีแผนของข้า”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ชาติที่แล้วไม่เคยถูกอัดสินะ
นางสูดหายใจลึก ไม่ถามอะไรอีก สรุปได้ว่าถ้าไม่ถึงเวลาที่นาง มีประโยชน์ เซี่ยจวีอันก็ไม่มีทางเอ่ยปาก จึงแค่ถามว่า “ถ้าอย่างนั้น…ไอ้เรื่องบำเพ็ญนั่น เพื่ออะไรกัน”
เซ