กล่าวเสียงเบา “หลักเหตุผลในใต้หล้าย่อมไม่อาจถกเถียงกัน ด้วยเรื่องเข้มแข็งอ่อนแอ แต่หากปราศจากความเข้มแข็งและความอ่อนแอ ก็ย่อมไม่เกิดหลักเหตุผลใด แม้ผู้อ่อนแอนิยมถกเหตุผลกับผู้เข้มแข็ง แต่ เหตุผลก็ไม่เคยยืนอยู่ข้างพวกเขา”
พูดจบก็ถอนสายตากลับ
ประตูบานนั้นปิดลงอีกครั้ง
รอบกายนางเงียบสงบ
เจียงเสวี่ยหนิงหลับตา ราวกับได้ยินเสียงความคิดลอยล่อง
นั่งอยู่นานจึงค่อย ๆ พยุงตัวเองลุก หยิบขนมแผ่นท้อที่เซี่ยเวยวางไว้ด้านข้างมากินสองสามคำ
ครั้นตกเย็น นางจึงค่อยออกมาจากห้อง
เหล่าสาวใช้เห็นก็รีบไปเตรียมอาหาร
เจียงเสวี่ยหนิงดื่มน้ำแกงถ้วยหนึ่งก่อน ตามด้วยกินข้าวอีกถ้วย ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ให้คนไปตามตัวเตาฉิน
ฝั่ายเตาฉินเมื่อได้ยินว่าเจียงเสวี่ยหนิงเรียกหาก็ตกตะลึงไปครู่ใหญ่ เดินทางมาด้วยความกระวนกระวาย ทว่าเมื่อถึงหน้าบันได ภาพเหตุการณ์ ที่โหยวฟางอิ๋นสิ้นชีพวันนั้นก็ปรากฏในใจอีกครั้งอย่างไม่มีทางเลี่ยง
เขาไม่กล้าพูดอะไร
ประตูงับปิดแค่ครึ่งเดียว ไม่ได้ปิดสนิท เจียงเสวี่ยหนิงกำลังก้มหน้า เขียนอะไรบางอย่างที่โต๊ะหนังสือ เมื่อเงยหน้ามาเห็นเขาก็เงียบไปสักพักแล้วเอ่ยว่า “เข้ามาเถอะ”
เตาฉินจับดาบแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงในที่สุดก็เดินเข้าไป เงียบ ๆบนโต๊ะมีพู่กันและหมึกวางอยู่
จดหมายปิดผนึกสามฉบับเขียนเรียบร้อยเจียงเสวี่ยหนิงรอจนหมึก แห้งแล้วค่อยพับ แบ่งใส่ซองจดหมายแตกต่างกันสามซอง ผนึกครั่งเสร็จ ก็ส่งให