๋นที่ทั้งหวาดกลัวและหวาดวิตกวิ่งมาชนนางเข้าจนทำถุงหอมของ นางเปือนเปรอะ หยดน้ำตาจากดวงตากลมโตสุกใสซึ่งร่วงเผาะชวนให้นึกถึงหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า
เงอะงะ บอบบาง ซุ่มซ่าม
เปรียบประดุจต้นหญ้าซึ่งต่อให้ดูไร้กำลังกลับมีชีวิตแสนทรหดอดทน
แม้จะถูกพวกคนชั่วช้าจับกดน้ำสุดแรง ทว่าก็ยังคงต่อต้านดิ้นรน ตบฟาดผืนน้ำกระเพื่อมเป็นวงกว้าง ตีจนน้ำปันปั่วน กระทั่งเงาฟั้าที่สะท้อนอยู่ยังต้องยับย่น
หลังนางช่วยฟางอิ๋นเอาไว้ก็ยังเข้าใจผิด คิดว่าตัวฟางอิ๋นเองไร้ความสามารถ ไม่แสวงหาความก้าวหน้า
ทว่าฟางอิ๋นก็ทำให้นางประหลาดใจ
นับแต่วันนั้นที่ออกจากวังแล้วอีกฝั่ายประคองส่งกล่องที่ใส่ตั๋วเงิน และถุงหอมมาตรงหน้า จับจ้องนางด้วยสายตาระแวดระวังเปียมความหวัง ไม่ทราบเลยว่าในใจของนางได้ก่อเกิดคลื่นลมอันใด
ชั่วขณะนั้น ชีวิตของเจียงเสวี่ยหนิงที่ถือกำเนิดใหม่ถึงเพิ่งเริ่มต้นอย่างแท้จริง
ออกจากเมืองหลวงมาสองปี ล้วนเป็นโหยวฟางอิ๋นที่อยู่ข้างกายแทบตลอดเวลา
จากแดนสู่มาถึงเจียงหนาน
ในสายตาคนนอก นางอาจเป็นเพียงบุตรีอนุผู้ไม่เป็นที่โปรดปรานในจวนปั๋อ นายหญิงผู้อ่อนโยนของนาเกลือตระกูลเหริน หรืออาจเป็นประธานโหยวผู้สัตย์ซื่อน่าเชื่อถือของสมาคมการค้า ทว่าในสายตาเจียง เสวี่ยหนิง นางก็ยังคงเป็นคนดื้อรั้น ยังเป็นเด็กโง่ที่พอเชื่อใจใครก็พร้อม เปิดอกมอบหัวใจให้อีกฝั่ายตลอดไป…
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่ากายใจของตนแยกจากกัน ทว่ายิ่งทำให้รู้สึ