ตเห็นเพียงแต่แม่นางน้อยหน้าตาน่าชมพิศเกินไป พวกเขากล้าแค่เหลือบมองชั่วครั้งชั่วคราวแล้วลอบพูดคุยกันเท่านั้น ไม่มี ใครกล้าเข้าไปสนทนาด้วย
สุริยันในวันนี้ มองก็เห็นแล้วว่าเริ่มคล้อยเฉียง
ต้นซิ่งทั้งหลายที่ปลูกข้างร้านตีเหล็กเริ่มออกดอก ถึงกับมีบางดอก แย้มบานกระจัดกระจายตามกิ่งก้าน กลีบดอกสีชมพูแต่งแต้มสีของแสงสายัณห์จากขอบฟั้าจนงดงามยิ่ง
ตลาดเริ่มวาย
ลูกค้าที่พูดคุยหัวเราะร่าในร้านน้ำชาก็จากไปไม่ต่าง
แม่นางเองน่าจะเตรียมไปแล้วเช่นกัน
ช่างเหล็กโจวเผลอคิดฟุั้งซ่านไปครู่หนึ่ง ดื่มน้ำชาเสร็จก็ม้วนแขนเสื้อ ขึ้นมามัดต้นแขน คีบเหล็กสำหรับตีกระบี่ที่เผาจนแดงฉานออกมาจากเตาถ่านคุไหม้ เหวี่ยงค้อนฟาดเป็นจังหวะกระทั่งตีจนทุกแห่งสมดุลกันดีจึงหยิบขึ้นมาประเมินน้ำหนัก แล้ว ค่อยหยุดพักซับเหงื่อชั่วครู่
ไม่คิดเลยว่าพอหันหน้าไป กลับเห็นแม่นางน้อยเดินมาหยุดข้างต้นซิ่งที่ผลิดอกก่อนเวลาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
ช่างเหล็กโจวอดประหลาดใจไม่ได้ แม้จะไม่รู้จักกัน แต่ชั่วขณะนั้น ก็ยังเอ่ยปากไปว่า “ทางเหนือฤดูใบไม้ผลิมาถึงช้า แต่ร้านตีเหล็กปล่อยไอร้อนไปด้านนอกตลอดปี ต้นไม้ดอกไม้จึงมักจะบานเร็วกว่าที่อื่นอยู่ทุกปี น่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักไปเล็กน้อย “อย่างนั้นหรอกหรือ”ช่างเหล็กโจวกล่าว “ข้าเห็นแม่นางคล้ายจะนั่งอยู่ข้างนอกมาหลาย วันแล้ว เอาแต่มองร้านตีเหล็กโดยไม่เข้ามา ไม่ทราบพบเรื่องลำบากใจอันใดหรือเปล่า”
ลำบากใจหรือ