ป็นประกาย ตอบเพียงว่า “ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
นายช่างโจวยิ้ม “เรื่องแบบนี้จะง่ายดายได้เช่นไร”
ขณะพูดเขายังก้มลงไปออกแรงดึงหีบสูบลมด้านล่าง ไฟในเตาหลอมลุกโหมยิ่งกว่าเดิม
เขาพูดต่อโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ชีวิตยังมีทุกข์เข็ญนานัปการ แล้วกระบี่จะหนีพ้นได้อย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็ค่อย ๆ เคลื่อนสายตาไปจับจ้องกิ่งซึ่งมีดอก สีชมพูแบ่งบาน
ช่างเหล็กโจวทำสิ่งต่าง ๆ เสร็จก็ลุกขึ้นมองอดพูดไม่ได้ว่า “ถ้าแม่นางชอบก็เด็ดไปสักก้านสิ”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่ง
แววตาของช่างเหล็กโจวเจือความเมตตาที่ผู้สูงวัยพึงมี กล่าวต่ออีกว่า “หลานสาวข้าพอเห็นดอกซิ่งบานก่อนฤดูก็ชอบเด็ดกลับไปเล่นสักกิ่งสองกิ่งอยู่ทุกปี ไม่เป็นไรหรอก”
เจียงเสวี่ยหนิงชมชอบดอกซิ่งที่บานก่อนฤดูอยู่บ้างจริง ๆ ครั้นฟัง ประโยคนี้ของช่างเหล็กโจวจึงเผยยิ้ม เขย่งเท้าเล็กน้อยเลือกเด็ดกิ่งเล็ก ๆด้านข้างซึ่งยาวเท่าฝั่ามือกิ่งหนึ่ง ก่อนค้อมกาย“ขอบคุณนายช่าง”
ดอกซิ่งสิบกว่าดอกเรียงซ้อนกันเป็นสามกลุ่ม
มีดอกที่บานแล้วอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังมีดอกตูมบางส่วนหลบซ่อนอย่างเขินอาย เมื่อถือด้วยนิ้วมือขาวเรียวของนางแล้วน่าดูชมอย่างยิ่ง
ช่างเหล็กโจวยิ้มกว้าง โบกมือเป็นพัลวัน “ไม่เป็นไร ๆ ก็แค่ดอกไม้เท่านั้นเอง”
เมื่อพูดจบก็เห็นว่าดวงตะวันด้านนอกใกล้ลาลับ จึงชี้นิ้วไปบนฟั้า “วันนี้เย็นแล้ว แม่นางยังไม่กลับบ้านหรือ ต่อให้เป็นเรื่องใหญ่ ยังจะใหญ่ได้ถึงเพียงไหนเชียว กลับ