ไปนอนสักตื่นเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ดีขึ้น”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตา ยิ้มโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
เย็นมากแล้วจริง ๆ ตัวนางเองก็เห็นว่าสมควรกลับสักที จึงบอกลา ช่างเหล็กโจว
ตะวันลับทางทิศประจิม ตลาดเงียบเหงาว่างเปล่า
เจียงเสวี่ยหนิงจากไปไกลแล้ว
ช่างเหล็กโจวมองจากใต้ชายคาครู่หนึ่ง ไม่ทราบหญิงสาวยกมือ ไพล่หลังขณะเดินทอดน่องตั้งแต่เมื่อใด ดอกซิ่งคีบหลวม ๆ ระหว่างนิ้ว มีกลิ่นอายของความสงบสุขทางจิตใจอยู่บ้าง
*****
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงกลับถึงจวนแม่ทัพก็พอดีกับจังหวะที่ม้าชั้นดี หลายตัวควบเข้ามาทางประตูข้าง ฝุั่นควันตลบเล็กน้อย ทว่าเหมือนผู้ขี่มองเห็นนางเข้าก่อนจึงรั้งม้าไว้หน้าประตู
เยี่ยนหลินนั่งตระหง่านบนหลังม้า
เขาสวมชุดรัดกุมสีดำ ให้ความรู้สึกคล่องแคล่วปราดเปรียว แต่ยาม มองเจียงเสวี่ยหนิงหัวคิ้วกลับขมวดมุ่นน้อย ๆ คล้ายมีถ้อยคำมากมาย ต้องการจะกล่าว ทว่าเขาไม่ได้อยู่ในช่วงเยาว์วัยที่คิดอะไรก็พูดเรื่อยเปือยเหมือนก่อน จึงเงียบไปครู่หนึ่ง
หลายวันนี้นางเตร็ดเตร่ข้างนอกทั้งวัน ไม่ได้พบหน้าผู้อาศัยในจวน บ่อยนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเยี่ยนหลินซึ่งออกเช้ากลับดึกประจำอยู่ที่ค่ายทหารใหญ่ แน่นอนว่ากระทั่งโอกาสพบหน้ายังไม่มี
เกรงว่าเยี่ยนหลินกำลังนึกถึงบาดแผลของเซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายมองเห็นว่าเขานิ่งเงียบจึงยิ้มถาม “จะไปค่าย ทหารอีกแล้วหรือ”
เยี่ยนหลินไม่ใช่คนอื่นไกล
วันนั้นบนหอสังเกตการณ์เกิดอะไรขึ้น ถึงเขาจะไม่