ได้เห็นกับตาแต่ก็ พอรู้คร่าว ๆ บัดนี้เมื่อเห็นนางทำตัวเหมือนคนไม่เกี่ยวข้อง เขาก็ไม่สะดวกจะถามไถ่ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
ด้วยรู้สึกว่าคำพูดอื่นใดล้วนไร้ประโยชน์ เขาเลยบอกแค่ว่า “หนิงหนิง ข้ายืนอยู่ฝั่ายเจ้านะ”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักไปอึดใจหนึ่ง ชั่วขณะต่อมาถึงยิ้มออก ทว่าไม่ได้เห็นคำพูดเขาเป็นแค่เรื่องตลก ตอบกลับอย่างจริงจัง “ดี”
เยี่ยนหลินจึงค่อยควบม้าจากไปอีกครั้ง
คนอื่น ๆ ตามไปอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาฝูงม้าก็ลับหายไปสุดถนนเจียงเสวี่ยหนิงค่อยเข้าไปในจวน แต่เพิ่งไปได้ครึ่งทางก็มองเห็น ระเบียงทางเดินอันเงียบเชียบนางหยุดอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ยังคงเดินไป
ลานกลางเรือนโดดเดี่ยวและสงบเงียบ ทั้งยังมีคนรอรับใช้อยู่ไม่กี่คน
นางก้าวเข้าไปในลาน หยุดยืนใต้ชายคาเจี้ยนซูที่เพิ่งยกถ้วยยาเปล่าออกจากห้องเห็นนางเข้าก็ตะลึง
ขณะนั้นประตูยังไม่ทันปิด
จากในห้องจึงมองเห็นภายนอกอาจเพราะจับสังเกตได้จากสีหน้าท่าทางหยุดชะงักของเจี้ยนซู คนในห้องจึงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงดังออกมาถึงด้านนอก “ไม่เข้ามาหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็ทราบว่ากำลังกล่าวกับตน ตอบเพียงว่า “ไม่ ดีกว่า วันนี้แค่จะมาถามเรื่องโจวอิ๋นจือเท่านั้น ตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว”
เซี่ยเวยส่งเสียงผ่านทางหน้าต่าง “ไม่มีข่าวอะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาช้า ๆ สะกดความหงุดหงิดที่ผุดจากก้นบึ้ง ของจิตใจ กล่าวว่า “ข้าไว้ใจคนผู้นี้ไม่ลงจริง ๆ คิดไปคิดมาการปล่อยให้เ