้าแจ่มใส วางไพ่ที่เหนือกว่าพอดีลงไป “แล้วจะไปเมื่อใดเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงชอบเล่นให้ไพ่ในมือตนดีก็พอทั้งยังไม่ชอบคำนวณไพ่คนอื่น หลังทำมือขอข้ามก็พูดแค่ว่า “ไม่ไปแล้วเพคะ”โหยวฟางอิ๋นได้ยินก็มองนางทันที
เสิ่นจื่ออีเองก็อึ้ง “เพราะเหตุใดกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงสีหน้าอ่อนล้าเหมือนคร้านจะเอ่ยถึงให้มากความ “คนไม่มีหน้า พฤกษาไม่มีเปลือก[1] จะอย่างไรก็ล้วนเป็นชีวิต ท่อนแขนมิอาจสู้ต้นขา[2] คิดไปคิดมาก็ใช่ว่าหม่อมฉันเป็นฝั่ายคุกเข่าเสียหน่อย ลองปลอบตัวเองดูแล้วคิดเสียว่าสั่งสมบุญบารมี ใช้ชีวิตตามใจชอบแล้วกันหม่อมฉันเป็นคนขลาด ไม่มีความกล้าจะกำหนดชะตาความเป็นตายของตัวเองหรอกเพคะ”
เสิ่นจื่ออีเฉียบแหลมปานใดน่ะหรือ
ก็แทบสัมผัสได้ทันทีว่ามีเรื่องที่ตนไม่ล่วงรู้น่ะสิ
แต่นางเห็นเจียงเสวี่ยหนิงคล้ายไม่อยากพูดถึง หลังตริตรองสักพัก ท้ายที่สุดก็ไม่ถามต่อเพียงเอ่ยว่า “อย่าลำบากตัวเองก็พอแล้ว”
ไพ่ตาหนึ่งเล่นมาถึงตรงนี้เป็นอันเห็นผลลัพธ์โหยวฟางอิ๋นแพ้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงไม่แพ้ไม่ชนะ ทว่าพอเห็นอีกฝั่ายวางไพ่ในมือก็อดพูดไม่ได้ “มีไพ่ในมือก็ไม่ลงไม่ยอมกินไพ่ข้าอยู่ได้ เจ้าใจดีหลอกง่ายเสียจริงไม่รู้เหมือนกันว่าสองปีนี้ทำการค้ามาได้อย่างไร”
โหยวฟางอิ๋นแค่เม้มปากยิ้มให้อย่างเคอะเขิน
เจียงเสวี่ยหนิงโกรธจนขำ
เสิ่นจื่ออีกลับหยิบไพ่มาปิดริมฝีปากแล้วหัวเราะ เก็บเงินบนโต๊ะอย่างผ่าเผยพลางเย้าแหย่“เช่นนั้นก็นับ