ข้าวังไม่ขาดสายทุกฤดูกาล อย่าว่าแต่ขุนนางอย่างเซี่ยเวยที่ตามหลักแล้วได้เข้าแค่เขตพื้นที่ส่วนราชสำนักเลย ต่อให้เป็นขันทีผู้ดูแลคลังในสำนักพระราชวังก็ใช่ว่าจะรู้ละเอียดยิบย่อยต้องเปิดบันทึกดูสักหน่อยถึงแน่ใจ แต่นางแค่ได้ยินโจวอิ๋นจือพูดเรื่อยเปือยประโยคเดียวกลับตระหนักได้ถึงช่องโหว่ทันที นับว่าเฉียบไวเกินไปอยู่บ้าง หากมิใช่ว่าจดจำขึ้นใจ แล้วจะแม่นยำปานนี้ได้อย่างไร
นางจับช่องโหว่ของโจวอิ๋นจือได้
เซี่ยเวยก็ฟังช่องโหว่ของนางออก
แม้เจียงเสวี่ยหนิงถูกยึดข้อมือก็หาได้ตื่นตระหนกไม่ ยืนนิ่งจ้องเขากลับ “เซี่ยเซียนเซิงลืมไปเสียแล้วว่าสองปีมานี้ศิษย์ดูแลกิจการนาเกลืออย่างลับ ๆ ทว่าพวกชา ข้าว ผ้าไหมเองก็แตะต้องบ้างเช่นกัน ย่อมรู้ว่าชาใหม่ช่วงสารทวสันต์แต่ละที่เก็บเกี่ยวเมื่อใด ส่งเป็นเครื่องบรรณาการมากน้อยแค่ไหน ที่เหลือในหมู่ชาวบ้านเป็นชาระดับใด ยูนนานอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเสฉวนซึ่งมิได้ห่างไกล ต้องโทษโจวอิ๋นจือที่เคราะห์ร้ายดันพูดถึงสิ่งที่ข้ารู้พอดีเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยไม่แสดงท่าทีใด ไม่รู้เช่นกันว่าเชื่อหรือเปล่า กลับเอ่ยว่า “ตอนอยู่เมืองหลวง เดิมโจวอิ๋นจือเป็นลูกน้องบิดาเจ้า ภายหลังจึงมารับใช้เจ้านับได้ว่าเป็น ‘อดีตลูกน้อง’ ของเจ้า ทว่าจากที่ข้าเห็นเจ้าเท้าความหลังกับเขาเมื่อครู่ แม้ดูเหมือนสนิทชิดเชื้อ แท้จริงแล้วกลับไม่เชื่อใจ ถึงขั้นหวาดระแวงอย่างหนัก”
ก็แค่ ‘เคยถูกงูกัดจึงกลัวเชือกในบ่