อน้ำไปสิบปี’ เท่านั้นเอง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจลืมเลือนความเศร้าโศกเมื่อชาติที่แล้วได้
หากมิใช่ว่าตอนนั้นไร้คนให้ใช้งาน นางจะไม่ขอเกี่ยวข้องใด ๆ กับคนผู้นี้เด็ดขาด ต้องหลีกลี้หนีให้ไกลแบบเดียวกับที่เว้นระยะห่างจากเซี่ยเวยนางอธิบาย “เพราะเคยรู้จักโจวอิ๋นจือมาบ้างจึงรู้สันดานดี หากธาตุแท้คนเราเปลี่ยนง่ายก็ไม่เหมาะจะเรียกว่า ‘ธาตุแท้’ แล้วเจ้าค่ะ จิตใจโหดเหี้ยม นิสัยชั่วร้าย ต่อให้เป็นมิตรชั่วคราวแต่เดี๋ยววันหน้าก็จะเผยคมเขี้ยว คนเช่นนี้คบค้าได้แค่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เพียงขณะหนึ่ง แต่ไม่ควรคบค้าตลอดไปอย่างยาวนานเพื่อปั้องกันไว้น่ะเจ้าค่ะ”
ทั้งที่คำพูดคำจาเอ่ยถึงโจวอิ๋นจือ เซี่ยเวยกลับรู้สึกว่าวาจาของนางแฝงความนัย
สีหน้าจึงเย็นชาขึ้นเรื่อย ๆ
ดวงตาเขาจับจ้องนางขณะเค้นถาม “ฉะนั้นข้าในสายตาเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับโจวอิ๋นจือสินะถึงทำให้เจ้าหวาดกลัวปานอสรพิษ”
หวาดกลัวปานอสรพิษ?
ต่อให้โจวอิ๋นจือร้ายกาจปานใดก็ยอมประจบเอาใจผู้อื่นได้ทุกอย่าง หลอกเบื้องบนปกปิดเบื้องล่าง เป็นคนสามานย์สองหน้า ส่วนเซี่ยเวยเป็นผู้มีปณิธานแน่วแน่ แบกรับความแค้นใหญ่หลวงทนต่อการขึ้นสูงลงต่ำ กล้ำกลืนความอัปยศ เป็นผู้ที่สักวันจะชโลมวังด้วยโลหิตแล้วขึ้นไปอยู่เหนือผู้คนนับหมื่นเลยนะ!
คนทะเยอทะยานเช่นนี้ โจวอิ๋นจือจะไปคู่ควรให้เปรียบเทียบได้อย่างไร
หากโจวอิ๋นจือเป็นอสรพิษ เซี่ยเวยก็เป็นอาทิตย์แผดเผาบนท้องนภา
มองจากไกล ๆ ได้ แต