ันตะลึง คิดจะเอ่ยบางอย่างตามสัญชาตญาณ ทว่ามองนางผาดหนึ่งสุดท้ายก็ไม่กล่าววาจา
สายตาเช่นนี้ให้ความรู้สึกบอกไม่ถูกสักเท่าไร
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกำลังมีเรื่องในใจจึงไม่ขบคิดลึกซึ้ง เมื่อเห็นเจี้ยนซู ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ขัดขวางจึงเดินดุ่ม ๆ ผ่านข้างกายเขาเข้าไปเลยกระทั่งมาถึงหน้าประตูที่ปิดสนิทจึงหยุดฝีเท้า
ภายในห้องมืดมิดไร้แสงเล็ดลอด คลับคล้ายมีเสียงน้ำดังแว่ว
นางสูดหายใจลึกแล้วเคาะเบา ๆเสียงน้ำข้างในเงียบหายทันที
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วก็ไม่รู้ควรทำอย่างไรไปชั่วขณะ เอ่ยตาม เจตนาเดิมว่า “เซี่ยเซียนเซิงศิษย์มีเรื่องอยากสอบถามเจ้าค่ะ”
ภายในห้องเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง
นางเกือบนึกว่าก่อนหน้านี้ตนหูฝาดไปเองเซี่ยเวยอาจหลับไปแล้ว
แต่สักพักก็ได้ยินเสียงน้ำดัง ‘แหมะ’ ฟังชัดกว่าเมื่อครู่มาก
ไม่ช้าบานประตูก็เปิด
เซี่ยเวยเพิ่งลุกจากน้ำเย็นเฉียบ ยังไม่ทันเช็ดตัวให้แห้งเลยด้วยซ้ำ เพียงสวมเสื้อคลุมนักพรตสีครามหม่นไว้ด้านนอก เส้นผมส่วนใหญ่ เปียกปอน กระทั่งใบหน้า ลำคอ และลูกกระเดือกก็ฉ่ำชื้น
เขาไม่ได้สวมรองเท้า ยืนเท้าเปล่าบนพื้น
เสื้อคลุมนักพรตแบะอ้า ไร้ท่าทีเคร่งขรึมเช่นกาลก่อนโดยสิ้นเชิง เปิดตั้งแต่ลูกกระเดือกไล่ลงมาถึงแผงอกล่ำสัน ริมฝีปากบางเม้มแน่น มือวางข้างประตู ดวงตาที่มองนางอยู่ชวนขนพองสยองเกล้าแม้ห้องจะมืดสนิทด้วยไม่ได้จุดตะเกียง ทว่าระเบียงทางเดินยังแขวนโคมไฟ
ทันทีที่แสงสาดกระทบ เจียงเสวี่ย