วยเหยียดยิ้มเย็นชา “ต้องตกอยู่ในกรงขัง ถูกใครต่อใคร ฉุดรั้ง เป็นเนื้อปลาใต้คมมีดผู้อื่น คนเช่นนี้น่ะคนแซ่เซี่ยเป็นไม่ได้จริง ๆนั่นแหละ”
เจียงเสวี่ยหนิงสะอึกจนพูดไม่ออก
นางจึงไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ท้องนภาด้านนอกสว่างขึ้นทีละน้อย ในที่สุดกำแพงด่านเยี่ยนเหมิน ที่สร้างไว้ตรงจุดยุทธศาสตร์ระหว่างภูเขาสองลูกก็ยิ่งใกล้เข้ามาลมฝุั่นทรายนอกด่านพัดผ่านกำแพงเมืองก่อจากดินอัดแผ่นแล้ว แผ่นเล่า เกิดเป็นร่องรอยตามกาลเวลาจำนวนนับไม่ถ้วน
บนประตูเมืองสูงชะลูดปักธงพลิ้วไสว
กำแพงล้อมเมืองยาวคดเคี้ยวตามแนวสันเขาด้านนอกยังสร้างกำแพงหินขนาดใหญ่สามชั้นและกำแพงหินขนาดเล็กอีกยี่สิบกว่าชั้น แทบจะล้อมทั้งเมืองชายแดนไว้เป็นปราการแน่นหนา
ภายในด่านคือดินแดนภาคกลาง ภายนอกด่านเป็นทุ่งรกร้างพายุทราย
เสิ่นจื่ออียังจำภาพต่าง ๆ ที่ตนเห็นขณะเดินทางไกลจากเมืองหลวง ออกนอกด่านได้
ทิวทัศน์เปลี่ยนผัน จากครึกครื้นสู่เปล่าเปลี่ยว
ขณะรถม้าเคลื่อนผ่านด่านเยี่ยนเหมิน นางหันกลับไปมองกำแพงเมืองสีขาวเทาอมเหลืองที่ดูราวกับชโลมเลือดใต้แสงตะวันรอนอันวังเวง ให้ความรู้สึกงดงามและเศร้าโศก ยามมองเส้นทางข้างหน้าที่ไม่อาจคาดเดากลับ เป็นดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังลาลับ บนทุ่งรกร้างกว้างใหญ่บังเกิดเสียงลมหวีดหวิว เส้นทางเลี้ยวลดและเลือนรางซึ่งทอดไปเบื้องหน้าดูไร้ที่สิ้นสุดประหนึ่ง เชื่อมกับปลายขอบฟั้าลำบากแสนเข็ญมาตลอดสองปี นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันได้รอด