ีข่าวเล็ดลอด”
ใบหน้าเขามีหนวดเคราครึ้ม คิ้วตาแม้ค่อนข้างองอาจทว่าแฝงความดุร้าย
“นางคนนั้น นางคนนั้นเล่า?!”
สาวใช้ที่ปรนนิบัติซ้ายขวาหมอบตัวสั่นบนพื้นสองปีมานี้รู้ชัดดีว่า ‘นางคนนั้น’ ที่ท่านอ๋องพูดถึงก็คือองค์หญิงที่มาต๋าต๋าเพื่ออภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีครานั้น รีบตอบเสียงสั่นเครือ“ตามที่ท่านอ๋องทรงกำชับให้ขังในกระโจม หลายวันนี้เลยไม่ได้ให้นางออกมาอีกเพคะ”
เหยียนต๋าหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง คว้าดาบได้ก็ออกจากกระโจมอ๋อง
ระหว่างทางก็สั่งเรื่องรับมือการบุกโจมตีกะทันหันไปด้วยโดยไม่หยุดฝีเท้า เดินมาจนถึงกระโจมขนาดสามจั้งสุดฝังตะวันออกของราชสำนัก
เวลานี้ฟั้าเริ่มสว่างบ้างแล้ว
ภายในกระโจมมีแสงตะเกียงเงาร่างผอมบางทาบลงบนกระโจมสีขาวหิมะเสิ่นจื่ออีได้ยินเสียงเอะอะวุ่นวายจากข้างนอกก็ผุดลุก
ตอนเหยียนต๋ากระชากม่านเข้าไป เสิ่นจื่ออีกำลังหันหลังให้ขณะเปิดหีบเปือนฝุั่นที่เก็บมานาน มวยผมเกล้าสูงเผยต้นคอระหงผุดผ่อง ไม่รู้ว่า ถอดเครื่องแต่งกายหลากสีสันของต๋าต๋าแล้วเปลี่ยนมาสวมชุดเก่าของตน เมื่อปีนั้นตั้งแต่เมื่อใด
ภายในหีบเป็นชุดทางการขององค์หญิงแห่งแว่นแคว้น
ชุดชาววังถักทอจากเส้นไหมชั้นเลิศแม้จะอยู่ใต้แสงไฟสลัวก็ยังระยิบระยับงามวิจิตร ดิ้นเงินดิ้นทองลายกระเรียนแปรเป็นหงส์ยังคงเย็นเฉียบทว่างดงามเช่นของใหม่
เหยียนต๋าชักดาบมาพาดคอนางทันที กัดฟันกรอดถามว่า “ใช่เจ้า หรือไม่!”
เสิ่นจื่ออีหันหน้ามามองเขา