มีผักลอย กลืนแล้ว อบอุ่นตั้งแต่คอไปจนถึงกระเพาะ ไหนจะเนื้อไก่หั่นเป็นชิ้นจิ้มพริกคลุกเคล้าจนทั่ว ผัดถั่วลันเตาอ่อนสีเขียวกินพร้อมข้าวไม่กี่ช้อนก็สะท้านตั้งแต่ปาก ยันปลายลิ้น…
ก่อนหน้านี้นางเห็นเซี่ยเวยเป็นเสมือนผีร้ายโดยสมบูรณ์ แต่พอ กินเสร็จมองเขาอีกทีกลับรู้สึกเสมือนผู้ประเสริฐมาช่วยให้หมดทุกข์เสียอย่างนั้น
หลังจบมื้อนี้ เซี่ยเวยก็คล้ายจะว่างกว่าก่อนเยี่ยนหลินเสียอีกที่มือ เป็นระวิงอยู่ไม่ค่อยติดจวนคิดดูก็รู้ว่าจะเปิดศึกในอีกไม่ช้า
แม่ทัพอย่างเขาย่อมไม่มีเวลาว่าง
หลายวันต่อจากนั้นเจียงเสวี่ยหนิงจึงมีข้าวกินทุกมื้อ แต่ละครั้งกิน อย่างเปรมปรีดิ์คล้ายว่าเซี่ยเวยหายโกรธแล้ว นางมาคิดดูก็เห็นว่าตนเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง จึงทำเป็นลืม ๆ มื้ออาหารดุจดั่งฝันร้ายนั้นไปเสีย
ใครจะไปคิดว่าอยู่ดี ๆ วันนี้เซี่ยเวยดันถาม“กลับมากล้ากินแล้วสินะ”
เจียงเสวี่ยหนิงตัวสั่นเทา เกือบสำลักลูกชิ้นตายเซี่ยเวยส่งน้ำถ้วยหนึ่งให้
นางดื่มเสร็จก็ไอสองทีถึงค่อยแย้มยิ้ม “เซียนเซิงมีหัวใจนักปราชญ์ เดิมทีไม่จำเป็นต้องทำอาหารให้ผู้อื่นกินเลยก็ยังได้ ในเมื่อคนได้กินแล้ว นางก็ควรรู้สึกขอบคุณเป็นล้นพ้นถึงจะถูกต่อให้มีความผิดก็ต้องผิดที่นาง แน่ ๆ เจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ช่างประจบประแจง
เซี่ยเวยฟังแล้วไม่สบอารมณ์
เขาหยักยิ้ม “เจ้านี่จำแต่เวลากินไม่จำเวลาตีเลยจริง ๆ”เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจ ก็เป็นผลลัพธ์ที่ท่านอยากเห็นไม่ใช่หรือถึงตี ทีห