สบียงสัมภาระกำลังอยู่ ระหว่างทาง ขอทุกท่านไม่ต้องกังวลในเมื่อขุนนางใหญ่จากเมืองหลวงเช่นเขาถึงกับเอ่ยปากเช่นนี้ ทุกคน จึงเบาใจไปเปลาะหนึ่ง
หลังสิ้นสุดการหารือก็แจ้งว่าตอนดึกจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเซี่ยเวย แล้วขอตัวลา
ในโถงเหลือแค่เซี่ยเวยกับเยี่ยนหลิน
น้ำชาในถ้วยเหลือความอบอุ่นเพียงน้อยนิด
เซี่ยเวยยกขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง
เยี่ยนหลินกลับจับจ้องเขา ดวงตาปรากฏความลังเลอย่างหาได้ยาก ถึงขั้นฉายแววพิจารณา พยายามมองหาอะไรสักอย่างจากท่าทีของอีกฝั่าย ตั้งใจจะหาเบาะแสโดยยึดจากความคาดหวังและเฝั้าคอยตลอดสองปีมานี้ของบิดา
ตอนจวนหย่งอี้โหวเกือบถูกริบทรัพย์แล้วประหารทั้งตระกูล เคราะห์ดี มีคนยื่นมือช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง
คนผู้นั้นคือเซี่ยเวย
แต่เขาเกี่ยวข้องกับจวนโหวอย่างไรเล่าภายนอกไม่มีอะไรเกี่ยวพันกันสักนิด ก็แค่เป็นอาจารย์ตอนเขาเข้าไปร่ำเรียนในวังขณะบิดาปั่วย เยี่ยนหลินเคยคาดเดาเอาเองแล้วถามว่า “เซี่ยเซียนเซิงเป็นใครกันแน่ขอรับ”
บิดาไออย่างรุนแรง ทว่าไม่ยอมเปิดเผยมากไปกว่านั้น
เพียงเอ่ยกับเขาน้ำตาคลอหน่วย “เป็นผู้ที่เจ้าต้องเชื่ออย่างสนิทใจ”
เวลานั้นเขามีคำตอบราง ๆ แล้ว
เยี่ยนหลินเงียบไปพักหนึ่งถึงกล่าวขึ้น “หลายปีมานี้ ต้องขอบพระคุณเซียนเซิงมากขอรับที่คอยดูแล”เซี่ยเวยหลุบตา “ท่านโหวสบายดีหรือไม่”
เยี่ยนหลินตอบ “เมื่อก่อนยามอยู่เมืองหลวงมักมีเรื่องกดดันตัวเอง โรคร้ายจึงหยั่งรากมานานแล้วขอรับ ระหว่าง