“ออกจากหวงโจวมุ่งสู่ทางเหนือ?” หลังเสร็จสิ้นราชกิจเช้า เสิ่นหลางก็ทรงรั้งขุนนางใหญ่คนสำคัญ ๆ ไว้เพื่อปรึกษาข้อราชกิจ ทว่ายามนี้พลันมีรายงานด่วนเข้ามา ครั้นตั้งพระทัยฟังจนจบ พระพักตร์ซึ่งเดิมก็อำมหิตอยู่แล้วจึงยิ่งทวีความอึมครึม ตรัสเพียงว่า “สืบทราบหรือยังว่าเขาจะไปที่ใด”
หน้าผากของหวังซินอี้ผู้เป็นขันทีดูแลตราพระราชลัญจกรผุดเหงื่อเย็น ตอบงก ๆ เงิ่น ๆ ว่า“ฟังจากที่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงาน ดูจากเส้นทางแล้ว คาดว่า…น่าจะไปทางด่านชายแดนพ่ะย่ะค่ะ…”
ด่านชายแดน?!
เหล่าขุนนางราชสำนักและผู้มีตำแหน่งสำคัญในหกกรม ณ ที่แห่งนั้นต่างสูดลมหายใจเหน็บหนาว มองหน้ากันไปมา
เดิมทีจางเจอจะถวายฎีกาเรื่องการประหารช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ของ กรมอาญา ครั้นได้ยินเข้าก็หนังตากระตุก ใบหน้าคลายความนิ่งขรึมเล็กน้อยอย่างหาได้ยากเพราะตกใจ
แต่แล้วชั่วพริบตาก็กลับคืนสีหน้าเดิม
เขาถึงกับเหม่อลอยชั่วครู่ ขณะหลุบตาก็แลเห็นลวดลายเมฆฟั้าคำรามที่ไต่ขึ้นมาตามชายแขนเสื้อชุดขุนนางอันประณีต ถึงคิดได้ว่าชาตินี้ไม่เหมือนชาติก่อนอีกต่อไป
ชาติที่แล้วนางไม่ถูกกับองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออี ทั้งยังไร้กำลังจะช่วยเหลือจวนหย่งอี้โหว ทว่าชาตินี้องค์หญิงใหญ่ปฏิบัติต่อนางยามอยู่ ในวังอย่างดี ส่วนจวนหย่งอี้โหวแม้จะถูกริบทรัพย์แต่ก็ยังรักษาขุมกำลัง กว่าครึ่งไว้ได้ เพียงถูกเนรเทศไปหวงโจวเท่านั้น นอกจากนี้นางยังกลายเป็นศิษย์ของเซี่ยจวีอันจริ