่ละพื้นที่?!”
ครานี้ขุนนางใหญ่ทุกคนต่างคุกเข่า ตะโกนพร้อมเพรียงกันว่า “ฝั่าบาทโปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ถึงอย่างไรตลอดสองปีมานี้ ฮ่องเต้ก็ยิ่งปล่อยปละงานราชการขึ้น เรื่อย ๆ ทั้งยังศรัทธาวิถีแห่งอายุยืนยาว เสวยผงห้าศิลาเป็นประจำ พระอารมณ์จึงแปรปรวนกว่าเก่า เรื่องที่ข้าราชการในราชสำนักถูกตำหนิ หรือลงโทษโดยไร้เหตุผลก็เกิดขึ้นเป็นประจำ
แม้ทุกคนจะอาวรณ์ชุดกับหมวกขุนนาง แต่ก็ต้องคำนึงถึงศีรษะบน บ่าตัวเองอยู่บ้าง
มีแค่จางเจอที่ช้าไปครึ่งจังหวะ
เสนาบดีกรมอาญากู้ชุนฟางผู้มีประสบการณ์นานหลายปีลอบ ถอนหายใจ คุกเข่าลงก่อนแล้วหันมองศิษย์คนโปรดที่ยังยืนถือฎีการายชื่อ ผู้ต้องโทษประหารช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ ยกมือดึงเขาทีหนึ่ง
จางเจอบีบฎีกาแน่น มือบังเกิดเส้นปูดโปนแลดูดุดันขึ้นมาบางส่วน
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ปฏิเสธเจตนาดีของกู้ชุนฟาง
ทว่าก่อนคุกเข่าก็เหลือบมองของบรรณาการและแท่งหมึกเถ้าสนซึ่ง กลิ้งหล่นจากโต๊ะมาแทบเท้า เอาเท้าเขี่ยออกเบา ๆ คล้ายไม่พอใจที่มาบังพื้น
กู้ชุนฟางเหลือบเห็นก็อดมองเขาผาดหนึ่งไม่ได้ขุนนางทั้งบู๊และบุ๋นตัวสั่นงก จะมีก็แต่สมณะรูปหนึ่งซึ่งยืนอยู่ด้านข้างที่ไม่เข้าพวก
ใบหน้าเหลี่ยมกว้างแฝงความดุร้ายอยู่บ้าง
สวมชุดสมณะสีแดงสด ท่าทีเยี่ยงพระอาจารย์สูงศักดิ์ ยามทราบข่าวตระกูลเยี่ยนหลบหนีก็เพียงย่นคิ้วเล็กน้อย
คนผู้นี้มิใช่ใครอื่น แต่เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินประจำรัชกาล สมณะหยวนจีนั่