เตาฉินกับเจี้ยนซูเดิมทีก็ไม่กล้าขวาง ครั้นเห็นนางทำเช่นนี้ก็สะดุ้ง เฮือก ตะลึงจนนิ่งค้าง
แต่เซี่ยเวยหันศีรษะมาอย่างใจเย็น
พฤติกรรมซึ่งแทบจะเรียกได้ว่า ‘พังประตูเข้ามา’ ของนางไม่ได้ทำให้เขาบังเกิดโทสะหรือความไม่พอใจแม้แต่น้อย หางคิ้วและดวงเนตรเรียว ผ่อนคลายใต้แสงแดดละมุน ถามด้วยรอยยิ้มสงบนิ่ง “โมโหเสียปานนี้ เจ้า ไปโกรธใครมาอีกเล่า”
หลังเจียงเสวี่ยหนิงฟืนคืนสติและได้ท่านหมอช่วยดูอาการให้ก็อ่อนระโหยโรยแรงไปทั้งร่างเดิมทีนางควรนอนพักสักหน่อยหลังกินโจ๊กเสร็จทว่าเพิ่งกินโจ๊กที่สาวรับใช้ยกมาให้เพียงครึ่งถ้วยเพลิงโทสะอันไร้ที่มาซึ่ง อดกลั้นมานานกลับไม่ทุเลาลงเสียที กลายเป็นว่ายิ่งคิดก็ยิ่งโมโหจนปะทุราวกับราดน้ำมัน
นางจึงคว่ำถ้วยทิ้งแล้วมาหาเขาเสียเลย
เมื่อเข้ามายืนภายในห้อง นางก็กวาดตาขึ้นลงพินิจเซี่ยเวยซึ่งนั่งใต้หน้าต่าง ถากถางด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง “ข้ากำลังคิดอยู่เจ้าค่ะว่าเป็นข้าที่ผิดเอง คนอย่างเซี่ยเซียนเซิงที่แท้คู่ควรกับความตายจริงด้วย”
ก่อนหน้านี้นางกล่าวว่า อย่างท่านคู่ควรกับความตายด้วยหรือ
บัดนี้นางกลับคำแล้ว
เซี่ยเวยเลิกคิ้วช้า ๆ กดรอยยิ้มมุมปากลึกกว่าเดิมโดยไร้ความ โกรธเคือง ถามนิ่ง ๆ ดังเดิม“อ้อ เจ้าเปลี่ยนความคิดอีกแล้วรึ”
รอยยิ้มซึ่งเดิมทีปันแต่งบนใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงเย็นชาในบัดดล ท้ายที่สุดก็เอ่ยตรง ๆ อย่างคร้านจะล้อเล่นกับเขาอีก “ที่ท่านพกไปด้วยวันนั้น คือผงห้าศิลาหรือเจ