้าคะ”
เซี่ยเวยจับจ้องนาง “เจ้าก็ถามท่านหมอไปแล้วมิใช่หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันลมหายใจติดขัด “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นความจริง สินะ”
สถานที่แห่งนี้อยู่ในแดนเหนือ แม้แดดออกก็ยังหนาวเหน็บ ขณะ ออกมานางสวมชุดปักลายตัวหนา พาดผ้าคลุมผืนนุ่ม ทั้งร่างเสมือนถูกห่อเอาไว้ ใบหน้าซูบตอบยิ่งขับให้รูปร่างผ่ายผอมแม้ดวงหน้ายามเอ่ยวาจาจะแดงเรื่อเพราะความโกรธ บริเวณหน้าผากกับปลายจมูกกลับผุดเหงื่อเม็ดเล็กด้วยความเหนื่อยล้า
เขากลัวจริง ๆ ว่านางจะยืนไม่ไหวจนล้มพับเซี่ยเวยผ่อนเสียงอ่อนลง ชี้ฝังตรงข้ามโต๊ะที่ใช้วางพิณพลางกล่าว “นั่งคุยกันเถอะ”
ร่างกายของเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเพิ่งฟืนยังอ่อนล้า ได้ยินเช่นนั้นก็ขยับ เท้าตามโดยไม่ทันคิดทว่าก่อนจะก้าวจริง ๆ พลันสะดุ้งได้สติ…
หากนั่งละก็ ท่าทีของนางจะอ่อนลงจนไม่สะดวกพูดต่อ
นางจึงฝืนยืนตรงไม่ขยับเขยื้อน เชิดหน้าเอ่ยว่า “ไม่นั่งเจ้าค่ะ ใช่ ผงห้าศิลาจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
ในที่สุดเซี่ยเวยก็ค่อย ๆ ขมวดคิ้ว ท่าทางผ่อนคลายสลายไปหลาย ส่วน จ้องนางเงียบ ๆ ครู่หนึ่งก็ไม่ปฏิเสธ “เป็นผงห้าศิลาจริง”
คำตอบนี้เจียงเสวี่ยหนิงคาดเดาไว้แล้ว
แต่พอได้ยินเขาพูดเองกับปาก นางก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อเกินบรรยายอยู่ดี “เป็นถึงรองราชครูประจำราชสำนักที่นักปราชญ์ใต้หล้ายึดถือเป็นแบบอย่าง ท่านไม่รู้หรือว่าเจ้าสิ่งนั้นคืออะไร มีแต่คนเขลาไร้สติหน้ามืดตามัวเท่านั้นแหละถึงใช้มันเป็นยาคลายทุกข์! ท่านจะยอมปล่อ