ยให้ตัวเองตกต่ำเช่นเดียวกับคนพวกนั้นหรืออย่างไร”
อันที่จริงนางไม่ได้กล่าวรุนแรงไปเลยเพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดเช่นนี้ใส่เขามานานแล้ว
ครั้นย้อนนึกถึงค่ำคืนที่ตนนั่งรอฟั้าสางอยู่หน้าตะเกียง เซี่ยเวยก็ นิ่งสงบสุดแสน ค่อย ๆเอื้อนเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ต่อจากนี้จะไม่ทำอีกแล้ว”
หัวใจของเจียงเสวี่ยหนิงพลันสะดุดอย่างไร้สาเหตุ
ตามมาด้วยอาการหนังตากระตุกอีกครา
ทั้งที่เป็นแค่ประโยคธรรมดา ๆ ยามเซี่ยเวยจับจ้องมากลับคล้ายแฝงความหนักแน่นอาลัยรักประหนึ่งเอ่ยคำสัญญากับใครสักคน
และใครคนที่ว่า ก็คือนางนั่นเอง
หากบอกว่าเหตุที่เมื่อครู่นางผลักประตูเข้ามาถามอย่างไม่เกรงใจเป็นเพราะเลือดขึ้นหน้าไม่ทันคิดให้ดี พอถึงชั่วขณะที่เซี่ยเวยเอ่ยประโยคนี้ออกจากปาก ความหุนหันและโทสะทั้งหมดของเจียงเสวี่ยหนิงก็เหือดหาย สลายสิ้นไม่ต่างกับกระแสธาร เหลือไว้แค่โขดหินเกลี้ยงเกลา ทำให้นาง ได้สติฉับพลัน…
ที่นี่มิใช่ปั่าเขาลำเนาไพรหากนางไม่รักษาระยะห่างจากเซี่ยเวยอย่างระมัดระวัง เป็นไปได้สูง ว่าตนจะถูกลากเข้าไปพัวพันกับวังวนซึ่งไม่อาจควบคุม นางไม่ควรล้ำเส้นเซี่ยเวยเด็ดขาด เพราะบางเรื่องเมื่อล้ำเส้นแล้วไม่เพียงก่อความเข้าใจผิด แต่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจเก็บกวาดได้อีกด้วย
เซี่ยเวยยังคงมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน“ข้าไม่หลอกเจ้าหรอก ไม่เชื่อหรือ”
นางเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงสงวนท่าทีอย่างเงียบเชียบหลุบตาหวนนึกถึงกิริยา ของต