เข้าไปแล้วยังจะรังเกียจอีก! มาพูดอะไรตอนนี้เล่า เก่งนักก็สำรอกออกมาเลยสิ!”
ใบหน้านางแดงก่ำ ร่างกายเกร็งเขม็ง ประดุจสัตว์ตัวน้อยเผยคมเขี้ยวขณะจะปะทะในศึกชี้เป็นชี้ตายกับใครสักคนเพื่อรักษาเกียรติ ทว่าใน สายตาเซี่ยเวยก็เป็นแค่สัตว์ตัวน้อยยังไม่เติบใหญ่ดีกำลังแยกเขี้ยวอวดฟันน้ำนมไร้พิษสงสุดฤทธิ์
เขาสบายอารมณ์ยิ่งนัก
รอยยิ้มในดวงตาเฉกเช่นทิวทัศน์ของใบหลิวตรงปลายกิ่งยามวสันตฤดู กล่าวว่า “ข้าไร้ความสามารถ สำรอกออกมาไม่ได้หรอก ไว้วันหน้าจะทำให้ชิมจนเจ้ายอมรับแล้วกัน ดีหรือไม่”
ตบหน้ากันชัด ๆ !
ใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงปราศจากสีสันใด ไม่ต่างอะไรกับภาพวาดเปียกน้ำ นางรู้สึกว่าหากยังยืนอยู่ตรงนี้ต่อ อีกประเดี๋ยวจะต้องอกแตกตายแน่ จึงฉวยโอกาสตอนยังมีสติหัวเราะเสียงเย็นใส่คราหนึ่ง “มิกล้าลำบากท่านหรอกเจ้าค่ะ!”
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อหมุนกายเดินออกไปนอกประตู
นางกลัวจะทนไม่ไหว พุ่งเข้าไปจับเจ้าคนน่ารังเกียจนี้ฟาดสักยก จริง ๆ !
เซี่ยเวยเองก็ไม่รั้ง เพียงมองนางยิ้ม ๆ
ทว่าครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเดินถึงตรงประตูวางมือบนวงกบ ร่างกายนาง ก็แข็งค้างดุจก้อนหิน ราวกับในที่สุดก็นึกเรื่องสำคัญออกเซี่ยเวยทำเป็นไม่สังเกต ถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เป็นอะไรไป”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันกระจ่างแจ้ง อีกฝั่ายเจตนายั่วโมโห นางไม่สมควรจะระเบิดอารมณ์เลย! แค่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้ความพยายามจะรักษาระยะห่างก่อนหน้านี้พังเละไม่เป็นท่า!
แต่จ