ั้นก็คงรบกันเสร็จเรียบร้อย!
รอจนองค์หญิงปลอดภัยก่อนค่อยยกทัพเข้าเมืองหลวงจะไปยากอะไร
ส่วนถึงยามนั้นองค์หญิงจะมีปฏิกิริยาเช่นไร…เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากจะคิดต่อเลย หนึ่งคือนางไร้กำลังจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อันใหญ่โตนี้ สองคือนางไม่มีสิทธิ์ห้ามเหล่าผู้ที่กล้ำกลืนความ อยุติธรรมไม่ให้ไปล้างแค้น
นางระบายลมหายใจอย่างเชื่องช้า คล้ายอยากถือโอกาสปลอบอารมณ์ซึ่งพลุ่งพล่านกะทันหันเพราะคำพูดของเซี่ยเวย เดี๋ยวจากนั้นค่อยพูดจา ไร้สาระตามธรรมเนียมจำพวก ‘ช่างมองการณ์ไกลสมกับเป็นเซียนเซิง’ แล้วขอตัวลาแต่เท่านี้
ไม่นึกว่าอยู่ดี ๆ เซี่ยเวยกลับเอ่ยเรียก “หนิงรอง”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงัก เงยหน้าขึ้น “เซียนเซิงมีอะไรจะชี้แนะหรือ เจ้าคะ”
เซี่ยเวยยกนิ้วดีดสายพิณเบา ๆ จนพลันสะเทือน เปล่งเสียงอ้อยอิ่งอันสั่นกระเพื่อม
ดวงตาของเขามีแสงวูบไหวขณะมองมายิ้ม ๆ
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงแววล้อเลียนและเย้าหยอกซึ่งไม่เคยปรากฏ พูดลอย ๆ ว่า “ข้าก็นึกว่าเจ้าผูกใจเจ็บที่ข้าบอกว่าอาหารฝีมือเจ้าไม่อร่อย เลยมาซักไซ้เอาความเสียอีก”
“ท่านกล้าดียังไงถึงพูดจาแบบนี้?!”เจียงเสวี่ยหนิงแทบเต้นผางเหมือนกระต่ายโดนเหยียบหางทันที! กล่าวกันว่า ‘ตีคนห้ามตบหน้า ด่าคนห้ามว่าข้อเสีย’ แท้ ๆ แต่นี่เซี่ยเวยหยามนางอยู่ชัด ๆ ! โทสะซึ่งสั่งสมมาตั้งแต่ตอนหมดสติพลันปะทุ ไหนเลยจะจำได้ว่าต้องคอยระมัดระวังและรักษาระยะห่าง
ถ้อยคำเกรี้ยวกราดพรั่งพรูทันใด
“กินก็กิน