ะของนางขณะนั่งรถม้ากลับเมืองหลวงด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าเรื่องราวบนโลกช่างมหัศจรรย์เสียจริง พูดจบก็นึกถึงผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บ้างฝากรอยแผลไว้ให้ บ้างก็เยียวยานางจากความเจ็บปวด
ดิ้นรนอยู่ตลอดเช่นนี้สิจึงเรียกว่าการใช้ชีวิต
นางพลันเปลี่ยนมามีท่าทีเปิดเผยและสงบนิ่งประหนึ่งเข้าใจถ่องแท้ ถามเขาว่า “ท่านตาบอดหิมะหรือ ยังพอมองเห็นกี่มากน้อยเจ้าคะ”
เซี่ยเวยนิ่งไปนาน เกรงจะกำลังวิเคราะห์คำว่า ‘ทำใจไม่ลง’ ของนางอยู่
เจียงเสวี่ยหนิงฉีกเนื้อส่วนดีชิ้นหนึ่งส่งให้
เซี่ยเวยไม่รับ กลับช้อนตาถาม “เมื่อคืนข้าสติเลอะเลือนจึงบุ่มบ่ามไม่ยั้งคิด แต่ดูเจ้าไม่ตกใจไม่ถือสาเลยหรือไร”
ตกใจหรือ
ก็มีบ้าง
แต่หากจะบอกว่าถือสา ความจริงนางคล้ายไม่ใส่ใจขนาดนั้น พิจารณาแล้วจูบสองครั้งก็ทำไปด้วยอารมณ์ที่ปันปั่วนถึงขีดสุดเสียมากกว่า ไม่ได้เกิดจากกามารมณ์เท่าไรนัก
ยามนี้นางมองเขาราวกับเห็นตนเองกระจ่าง
รูปร่างสูงโปร่งของเขาประดุจภูผาตระหง่าน
เจียงเสวี่ยหนิงจับจ้องเขาครู่หนึ่ง เก็บชิ้นเนื้อที่เขาไม่รับมากัดเองคำ เล็ก ๆ แค่นเสียงเหอะกล่าวด้วยท่าทีจริงจังอันแทบไม่ค่อยปรากฏ“เซี่ย จวีอัน ท่านไม่ได้ปั่วย ท่านแค่เสียสติไปแล้ว”
เซี่ยเวยได้ฟังก็ยิ้ม
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจรอยยิ้มนี้อีกแล้ว และคร้านจะขบคิดด้วย นางทำเพียงยัดไม้ไผ่เสียบเนื้อซึ่งเหลือเล็กน้อยไว้ใกล้มือเขา ส่วนตนคาบเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ลุกออ