ธนูหยิบถุงน้ำแล้วมองเขา ลังเลครู่หนึ่งก็คว้ามีดมาตัดชายเสื้อ ฉีกผ้าแพรหางโจวออกเป็นเส้นเพื่อนำด้านหนึ่งมาผูกข้อมือ เขา ส่วนอีกด้านผูกกับข้อมือตนเองเขารู้สึกคุ้นเคยจึงเม้มริมฝีปากแย้มยิ้ม “ข้านึกว่าเจ้าจะเลอะเลือน หัวทึบจนลืมไปแล้วเสียอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงคำรามเบา ๆ “ก็อยากจำไม่ได้เหมือนกัน”
ใครจะอยากจดจำเรื่องชวนหงุดหงิดของอดีตแสนทรหดกันเล่า
นางกล่าวต่อ “เดิมทีพวกเราอยู่ตีนเขา จากฟากตะวันตกเดินอ้อม ภูเขาลูกนี้ไปก็พ้น น่าจะใช้เวลาไม่นาน ถนนตรงตีนเขาเทียบกับสันเขาแล้วเรียบกว่ากันมาก ข้าจะเดินนำ ส่วนท่านคอยตามมาแล้วกัน”เซี่ยเวยถูกนางฉุดให้ลุก
ข้อมือทั้งสองคนผูกเชื่อมกัน ทว่าไม่มีอะไรคั่นกลาง เขาจับมือของ เจียงเสวี่ยหนิงโดยไม่พูดไม่จา
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางหันมองเขา นึกอยากจะพูดบางอย่าง
ทว่าตอนเขาลุกขึ้น สายตานางก็เผลอเหลือบเห็นแขนเสื้อเขาสะบัด แล้วมีบางสิ่งร่วงลงมา
นางจึงบอก “ของท่านตกแล้ว”เซี่ยเวยก้มมอง
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าตอนนี้เขาคงเป็นเจ้า‘เซี่ยตามัว’ จึงแสดงความเมตตาอย่างหาได้ยากก้มลงเก็บแทนให้ มันเป็นห่อกระดาษขนาดสองชุ่น ด้านนอกห่อเขียนด้วยพู่กันฝุั่นสีชาด ข้างในเหมือนเป็นผงอะไรบางอย่าง มองเผิน ๆคล้ายซองยาตามร้านขายยา
แต่วิธีพับไม่ค่อยเหมือน
สัญลักษณ์สีแดงชาดนี้แปลกตายิ่งกว่า ทว่านางรู้สึกคุ้น ๆ คล้ายเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่งให้เขาพร้อมถามว่า “แม้จ