งทรงตัวไม่อยู่ก็ยังมีแรงมาประคอง ก่อนตอบว่า “เจ้าก็ไม่ได้ชื่อเจียงเสวี่ยเสียหน่อย”
เสวี่ยหนิง[1]
หิมะช่วงสุดท้ายของเหมันตฤดู บรรจบกับสายลมต้นวสันต์ เป็นหิมะ ที่หยุดแล้ว สงบแล้วและละลายแล้ว
ไยจะไม่ชอบเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงลองขบคิดก็เห็นด้วย นางสูดหายใจเฮือกแล้วเดินหน้า ต่อ กล่าวเพียง “งั้นควรถือว่าข้าเป็นดาวนำโชคของท่านสิ มันก็จริงนะ เพราะข้าช่วยท่านถึงสองครั้งนี่นา หากไม่มีข้า ท่านที่มีนิสัยแบบนี้…”
หัวสมองพลันปรากฏภาพเซี่ยเวยเมื่อชาติก่อน
ฝีเท้าของนางหยุดชะงัก ภาพตอนตัวเองพยายามขอพบเซี่ยเวยเมื่อ ชาติก่อนผุดขึ้นมาขยายใหญ่จนถึงขีดสุดก่อนจะหยุดค้างที่ถ้วยเล็กลวดลายวิจิตรหลายใบบนถาดมุมโต๊ะ เวลานั้นมีกระดาษที่ร่างด้วยหมึก พู่กันสีแดงแผ่นหนึ่งร่วงอย่างแผ่วเบาลงบนถาด…
ในที่สุดนางก็นึกออกแล้วว่าคุ้นตรงไหนภายในวังมักมีของเช่นนี้อยู่เสมอ
แต่นางไม่เคยนึกโยงเซี่ยเวยเข้ากับสิ่งนี้เลยสักครั้ง
เซี่ยเวยเห็นนางไม่ขยับก็พลอยหยุด “เป็นอะไรไป”
เจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ หันมา มองเขาด้วยสายตาผิดหวังระคนเสียใจ กรามขบแน่นด้วยกลัวจะแสดงอาการหนาวสั่น
นางยื่นมือไปหาเขา “เอามาให้ข้า”
เซี่ยเวย “เอาอะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงหมดความอดทนในที่สุด ตวาดทั้งขอบตาแดงก่ำ “ผง ห้าศิลา เอามาให้ข้า!”
เซี่ยเวยไม่รู้ว่านางเดาออกได้อย่างไร
เขากะพริบตาช้า ๆ “หนิงรอง ข้ามีเรื่องอยากจะบอกเจ้ามานานแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องเขาเขม็งและยังคงย