เขาฟังแล้วกลับสงสัยมาโดยตลอดว่า หากกลับมาไม่ทันเล่า
แต่เมื่อเห็นสีหน้าอึมครึมของเสด็จอาฮองเฮาสุดท้ายจึงไม่ได้เอื้อน เอ่ยคำ
ห้วงเวลาแห่งการรอคอยค่อย ๆ หมดไปจนต่อมาก็แยกวันเวลาไม่ออก เหลือเพียงยามลืมตาก็จะได้ยินพวกเขาสนทนากัน หรือยามหลับตาก็จะฝันร้าย
ทว่าวันนั้นเขาไม่ได้นอนหลับอย่างหาได้ยาก
แว่วเสียงคล้ายมีคนออกไปตรวจสอบ
พอกลับมาพูดอะไรได้ไม่นานก็เกิดเสียงตวัดของมีคม บางสิ่งล้มลงบนพื้น ตามมาด้วยเสียงโต้แย้งสะอื้นไห้ หนึ่งในเสียงเหล่านั้นคุ้นหูเหลือเกิน
เขาที่ไม่ได้สวมรองเท้าค่อย ๆ ย่องออกมามีม่านลูกปัดช่วยบังร่าง
ครั้นเข้าไปใกล้จึงได้ยินชัดขึ้น
“ทูลฮองเฮา กบฏนิกายสวรรค์กับผิงหนานอ๋องเคลื่อนเข้ามารุกราน ด้วยจิตใจอันหยาบช้าฆ่าคนอย่างคลุ้มคลั่ง หากพวกนั้นไม่ได้ร่องรอยของ องค์รัชทายาท เด็กทั้งสามร้อยคนก็ยังมีทางรอด บางทีอาจมีชีวิตจนทัพ เสริมมาถึง! หากเป็นไปตามที่พระองค์ตรัส ไม่ว่าส่งใครไปก็เกรงจะเกิด อันตรายกับเด็กสามร้อยคนนั้น! หากส่งตัวจริงไป พวกเขาอาจสังหารเพื่อ ตัดไฟแต่ต้นลม หากส่งตัวปลอมไป ก็อาจทำให้อับอายจนลุแก่โทสะ เช่นนี้แล้วจะส่งตัวตายตัวแทนได้อย่างไรเพคะ”“พวกกบฏยื่นคำขาดต่อเมืองหลวงแล้ว! หากไม่มีใครปรากฏตัว ชาวเมืองมิอลหม่านกันพอดีหรือ”
“แต่ฮองเฮาเพคะ เขายังไม่พ้นเจ็ดขวบเลยด้วยซ้ำ…”
“แล้วองค์รัชทายาทโตนักหรือไร หรือเจ้าจะบังอาจให้ลูกข้าไปตาย”
“เช่นนั้นเหตุใดต้องเป็นลูกข้าด้วย?