“…”
สิ่งที่ตอบกลับคือความเงียบอันเนิ่นนาน
แม้เซี่ยเวยจะนั่งหน้าซีดเผือดพิงหินผาสีเข้มก้อนนั้น ร่างกายกลับ แข็งเกร็งเล็กน้อย ท่วงท่าหยุดนิ่งปานอสูรร้ายกำลังออมแรงพร้อมรบ แววตาคมปลาบแทบเสมือนดาบกระบี่หยุดอยู่ที่นางในฉับพลัน
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่
นางรออยู่พักหนึ่งก็เห็นเซี่ยเวยค่อย ๆ กำคันศรในมืออีกข้างทั้งที่ สีหน้าย่ำแย่สุดขีด แต่ก็ไร้ท่าทีจะทำอะไรจริง ๆ ตามคาด
จึงส่งเสียง “ชิ” คราหนึ่ง
นางเข้าใจที่เขาทำเรื่องเช่นนี้ไม่ลง ทั้งยังคร้านจะใส่ใจเขาต่อ จึงมุ่งไปยังปั่าข้างลำธารโดยทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียวว่า “ข้าจะไปหาของกินหน่อย”
เรื่องบนโลกนี้ช่างประหลาดจริงแท้
ชาติก่อนนางอับจนหนทาง ยกน้ำแกงไปหาพระอาจารย์ของฮ่องเต้ ผู้นั่งอย่างสง่างามในโถงอันสว่างไสวเพื่อเสนอตัวให้โดยเฉพาะ ปรากฏว่าเขาส่งยิ้มห่างเหินดุจหมอกควันแล้วขอให้นาง‘สำรวมกิริยา’ ส่วนชาตินี้ นางรู้อยู่แก่ใจจึงหลบเลี่ยงนักปราชญ์ผู้ผุดผ่องราวกับหลีกหนีอสรพิษไม่คาดคิดว่าอีกฝั่ายกลับตามหลอกหลอนโดยไม่ทราบสาเหตุ จนถึงคราว นางเป็นฝั่ายถากถางเขาบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงบังเกิดความคิดหนึ่งในใจ…
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันนี่!
ภายในปั่าเขาอันกว้างใหญ่ แม้จะไร้ร่องรอยผู้คนแต่ใช่ว่าจะหาอาหารไม่ได้
สมัยเด็กนางอยู่ชนบทจึงชอบเที่ยวเล่นไปทั่ว
ดังนั้นจึงพอจะรู้ว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเลาะตามลำธาร ทว่าก็ไม่กล้าเข้าไปลึกเก