จากจินหลิงสู่ด่านชายแดน เซี่ยเวยเดินทางร่วมกับนางโดยอ้างว่าจะช่วยเจียงปั๋อโหยวรับตัวกลับเมืองหลวง เมื่อครู่รถม้าคันที่หักเหสู่ทางแยกคือรถม้าของเซี่ยเวย ส่วนเซี่ยเวยเองเข้ามาซ่อนในรถนางโดยไม่ส่งเสียง
เพียงอึดใจ เจียงเสวี่ยหนิงก็ประเมินได้…
ไม่ว่าคนที่ซุ่มดูอยู่คือผู้ใด ถึงอย่างไรก็คงมาเพราะเซี่ยเวยเป็นแน่
ในรถเงียบถึงที่สุด
ขบวนม้าครึ่งหนึ่งตามรถม้าเซี่ยเวยห่างออกไป แม้แต่สารถีอย่าง เจี้ยนซูก็ไม่ลงจากรถ
ด้านนอกมีเสียงกีบม้าย่ำทางหลวงเฉกเช่นเดิม ทั้งยังมีเสียงกระซิบสนทนาของผู้คุ้มกันสองสามคนที่ติดตามอยู่ ได้ยินเสียงบดยามล้อรถม้า เคลื่อนผ่านกลุ่มหญ้า มีกระทั่งเสียงลมหายใจซึ่งถูกกดให้เบาและผ่อนลง อย่างระมัดระวังของเซี่ยเวยที่อยู่ใกล้อย่างยิ่ง…
รวมถึงการเต้นของหัวใจนางเอง!
กาลเวลาท่ามกลางความเงียบอันตึงเครียดถึงที่สุดนี้ คล้ายถูกลากยาวกว่าเคย
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ยากจะบอกชัดว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
รู้สึกแต่ทั่วทั้งร่างชาไปหมด จากนั้นถึงได้ยินเตาฉินทางด้านนอกลอบเข้าใกล้ตู้โดยสารเงียบ ๆกดเสียงกล่าวว่า “คล้ายจะถูกล่อไปแล้ว เวลานี้ยังไม่มีผู้ใดตามมาขอรับ”
คิ้วเซี่ยเวยขมวดแน่น ร่างกายอันเกร็งเขม็งกลับยังไม่ผ่อนคลาย
เจียงเสวี่ยหนิงขยับริมฝีปากด้วยต้องการเอ่ยบางสิ่ง
ทว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อครู่ เซี่ยเวยเกรงนางจะกรีดร้องตื่นตระหนกจนหลุดเผยพิรุธครั้นยื่นมือมาปิดปากนางจึงกดแน่น ฝั่ามือทาบริมฝีปา