ิงยังไม่ทันตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “แค่จะเดินหมากสักครั้งยังต้องขอคำอนุญาตจากเซียนเซิงของพวกเจ้าอีกหรือ”
เตาฉินมองนาง “เซียนเซิงเชิญท่านไปพบขอรับ”
“…”
พริบตาเดียวสีหน้าของนางก็แข็งค้าง จากนั้นค่อย ๆ พังทลาย
ครั้นเผชิญสายตากล่าวโทษที่จ้องเขม็ง เตาฉินพลันรู้สึกร้อนตัวอย่าง ไร้ที่มา ก้มศีรษะช้า ๆขณะทวนคำเสียงเบา “เซียนเซิงเชิญท่านไปพบตอนนี้เลยขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงอยากตายเหลือเกิน ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว
นางวางกระดานหมากอย่างเชื่องช้า ยามให้สารถีจอดริมทางเพื่อลง จากรถก็ฉีกมุมปากส่งยิ้มให้เตาฉิน “ภักดีต่อเซียนเซิงของพวกเจ้าถึงเพียงนี้เชียว นับว่าข้าได้จำขึ้นใจแล้ว”
เตาฉินไม่กล้าตอบแม้ครึ่งคำ
เจียงเสวี่ยหนิงเดินไปยังรถม้าของเซี่ยเวยครั้นเลิกม่านรถก็พลันเห็นกระดานหมากวางอยู่ หมากขาวดำกระจัด กระจายบนกระดาน ในมือเซี่ยเวยยังถือตำราเดินหมากด้วย ที่แท้ก็กำลังศึกษารูปแบบหมาก
พอนางเข้ามาในรถ ความถือดีก็สลายวับ เอ่ยเสียงเบาว่า “เซียนเซิง มีธุระอยากพบข้าหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตาขึ้นมอง “อยากเดินหมากไม่ใช่หรือ”
ฉับพลันเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกเหมือนกำลังกินหวงเหลียน
เซี่ยเวยชี้ที่นั่งตรงหน้าส่ง ๆ “เตาฉินบอกว่าเจ้าเบื่อ นั่งสิ”
ข้าแค่เบื่อ ไม่ได้อยากรนหาที่ตายสักหน่อย!
เตาฉินกล่าวเช่นใดไปกันแน่
เจียงเสวี่ยหนิงคำรามในใจ ทว่าท่าทีต่อหน้าเซี่ยเวยกลับเหมือน มะเขือม