นตอนที่นางยังไม่รับรู้สิ่งใด ชั่วอึดใจนี้เกรงว่าเจียงเสวี่ยหนิงคงปันหน้ายิ้มเข้าไปปะเหลาะท่านรองราชครูผู้นี้ให้ใจเย็นลงแล้ว มาบัดนี้แค่จะออกนอกลู่นอกทางสักนิดยังไม่กล้า
นางทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น ปลุกปลอบตนว่าบางทีเซี่ยเวยคงเพิ่ง ตื่น อารมณ์จึงไม่สู้ดีนางรีบตักข้าวต้มไม่ถึงครึ่งชามให้ตนเอง กินน้อยๆ ทีละคำ
เซี่ยเวยไม่กล่าวสิ่งใดอีก
คนแบบเขาแม้จะสีหน้าเย็นกระด้างอากัปกิริยาก็ยังทรงภูมินัก ชวนพิศเพลินตา เจียงเสวี่ยหนิงจึงพานหวนนึกถึงยามเข้าเมืองหลวงครานั้น
ช่วงเวลาดังกล่าวเขายังมิใช่เซี่ยเซียนเซิงหรือรองราชครูเซี่ย
นางเพียงเข้าใจว่าเขาเป็นญาติห่าง ๆ ของจวนตระกูลเจียง เป็น คุณชายขี้โรคญาติฝั่ายนอกที่จะนอกไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ระหว่างทางเขากอดพิณขึ้นรถม้ามา แม้จะประหยัดถ้อยคำ แต่อากัปกิริยากลับต่างจาก บรรดาเพื่อนเล่นในหมู่บ้านบนเขาของนาง เปรียบประดุจลมเย็นกลาง ขุนเขา จันทร์แจ่มจรัสเหนือต้นสน
เดิมทีนางก็กระวนกระวายที่ต้องเข้าเมืองหลวงอยู่แล้ว
คนในครอบครัวผู้ร่ำรวยสูงศักดิ์ในเมืองหลวงจะดูถูกตนที่เติบโตมา ในชนบทหรือเปล่านะ
นางไม่เคยศึกษาเรื่องอย่างจรรยามารยาทหรือตำราพื้นฐาน ต่อให้ ฟังหญิงรับใช้ที่เดินทางมาด้วยกันเล่าตั้งมากโข นางก็ยังไม่เข้าใจสักอย่าง…
ครั้นพบคนเช่นนี้ก็ทำให้ต้องก้มหน้าพินิจตนอย่างอดไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ความหวั่นวิตกกับความรู้สึกด้อยกว่าจึงทับซ้อนกัน กลับ กลายเป็นชนวน