่ะ
ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่เพียงกล้าฉีกบันทึกทำนองพิณของเขา ภายหลัง ขณะทุกข์ยากก็ยังทำลายพิณของเขาด้วยความเดือดดาล แต่ไม่เห็นคนผู้นี้ จะทำอะไรตนจริง ๆ
จวบกระทั่งหวนคืนเมืองหลวงได้พักใหญ่นางจึงรับรู้สถานะของ เซี่ยเวยโดยบังเอิญ
พริบตานั้น ไอเยียบเย็นก็ทะยานจากฝั่าเท้าพุ่งสู่ขอบหน้าผาก นาง หนาวจนตัวสั่นสะท้านเพิ่งบังเกิดความหวาดกลัว
ผู้ไม่รู้คือผู้ไม่กลัวจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงกินข้าวต้มเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียงครั้นนึกถึงตรงนี้ปากก็ กัดช้อนหลุดขำ
เซี่ยเวยได้ยินจึงเงยหน้ามอง
เจียงเสวี่ยหนิงใจลอยไปชั่วขณะจึงเผลอตัวแสดงนิสัยดั้งเดิม ครั้น สบสายตาเซี่ยเวยเข้าร่างกายก็แข็งทื่อทันควัน
สายตาเซี่ยเวยหยุดลงบนช้อนที่นางกัดอยู่
เจียงเสวี่ยหนิงจึงวางด้วยความกระดาก
เซี่ยเวยถาม “หัวเราะสิ่งใด”ตอนแรกเจียงเสวี่ยหนิงคิดจะตอบไปส่ง ๆทว่าเห็นใบหน้าเย็นเป็น น้ำแข็งของเซี่ยเวยไม่ได้ประดับรอยยิ้มชวนให้รู้สึกดุจอาบลมวสันตฤดูเช่น ในอดีต ไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงไม่คุ้นชิน ทั้งยังรู้สึกไม่ดีอย่างยิ่ง กอปรกับ นางยังไพล่นึกไปถึงความยากลำบากที่เสิ่นจื่ออีอาจต้องเผชิญก็ยิ่งอึดอัด ใจเป็นล้นพ้น ในที่สุดจึงกล่าวอย่างเชื่องช้า“เพียงจู่ ๆ ก็รู้สึกว่า สรรพสิ่ง ไม่เหมือนเก่า คนเองก็เปลี่ยนแปรเจ้าค่ะ…”
แม้ประทินโฉมเบาบาง ดวงหน้านางกลับยังแจ่มจรัสสะดุดตา
เครื่องหน้าสะคราญโฉมหลังจากสองปีล่วงผ่านยิ่งงามสะพรั่งประดุจดอกท้อสวยสดบนปลายกิ่ง ยา