ี ถือว่าเคยได้พยักหน้าทักทายกันบ้าง คนผู้นี้เองก็นิสัยนิ่งสุขุม แม้เป็นสตรี กลับมีท่วงทีเช่นบุรุษผู้ทรงภูมิไม่น้อยเจียงเสวี่ยหนิงจึงรู้สึกดีด้วยระดับหนึ่ง
ช่วงเวลานั้นในแดนสู่ ทั้งคู่เคยออกท่องปั่าเขาลำเนาไพรด้วยกัน
ภายหลังฝานอี๋หลานออกจากแดนสู่ การติดต่อของพวกนางจึงขาดลงคิดไม่ถึงว่าจะได้มาพบในที่แห่งนี้
นางเดินเข้าไป ได้ยินฝานอี๋หลานกล่าวกับคนตรงทางเข้า “ศิษย์ ฝานอี๋หลาน กาลก่อนเคยได้รับคำสอนสั่งหนึ่งคำและบุญคุณหนึ่งวันจากเซี่ยเซียนเซิง มีโอกาสได้ยินว่าเซียนเซิงอยู่จินหลิง จึงตั้งใจมาคารวะ”
คนตรงทางเข้าคล้ายจำนางได้ กล่าวว่า“ท่านมาสามคราแล้วนะ ขอรับ”
ฝานอี๋หลานออกอาการเกรงใจ “รบกวนนำไปแจ้งด้วยเถิด”
คนตรงทางเข้าจึงตอบ “เช่นนั้นท่านรอสักครู่ขอรับ ข้าจะลองดู”
ฝานอี๋หลานกล่าวขอบคุณ มิได้แสดงอาการใจร้อน แค่มองคนผู้นั้น ออกไปและยืนคอยกับที่
รูปโฉมนางมิได้ดึงดูดสายตานัก ทว่าความรู้สึกสูงส่งไม่แยแสลาภยศสรรเสริญที่แผ่จากกายกลับน่าอิจฉาเหลือประมาณ
ครั้นเข้าไปใกล้ เจียงเสวี่ยหนิงจึงเห็นได้ถนัดว่าสิ่งที่นางถือคือหนังสือรวมบทกวี
ใช่แล้วในอดีตฝานอี๋หลานครอบครองพรสวรรค์ด้านการประพันธ์อันโดดเด่น นางเคยเข้าร่วมคัดเลือกพระสหายร่วมศึกษาในเรือนหยางจื่อ ใครจะคาดคิดว่าถ้อยคำ “วังหลวงปราศจากบทกวีที่ดี”ประโยคเดียวของเซี่ยเวยจะส่งนางให้ตกจากการคัดเลือกอย่างง่ายดาย ตรงกันข้ามก็คล้ายเตือนสติและเกื้อหนุนให้น