รือนพักแล้วกลับออกมา อย่างว่องไว ฝีเท้ารีบเร่งอยู่บ้าง ยามมาถึงทางเข้าอีกหนยังหอบเล็กน้อย “เซียนเซิงเพิ่งตื่นเมื่อครู่ เชิญท่านเข้ามาเถิดขอรับ”
ฝานอี๋หลาน “…”
คำพูดนี้มิได้บอกตน นางจำแนกได้อย่างง่ายดาย
เจียงเสวี่ยหนิงเงียบไปชั่วครู่เช่นกัน จากนั้นก้าวจากข้างกายฝาน อี๋หลานขึ้นบันได เข้าสู่ด้านในเรือนพัก
เจี้ยนซูคำนับฝานอี๋หลานก่อนจะกลับเข้าไปเดินขึ้นหน้านำทางให้ เจียงเสวี่ยหนิง
ที่แห่งเดิมเหลือฝานอี๋หลานลำพัง
นางยืนอยู่นอกประตูเรือนพักคล้ายจมในห้วงคิด รสปร่าบาง ๆ ผุดในหัวใจ ทว่าครู่ถัดมาก็คลี่ยิ้มแล้วปล่อยผ่าน หนังสือรวมบทกวีซึ่งประพันธ์อย่างบรรจงที่นำมาด้วยถูกโยนทิ้งอย่างง่ายดายประหนึ่งน้ำหนักเบาเท่า กลีบเมฆา ขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกติดใจอันใดเลย
*****
เซี่ยเวยถูกเจี้ยนซูปลุก นอกหน้าต่างเป็นเวลาพลบค่ำฟั้ามืดสลัว แต่ ถึงกระนั้นก็อุ่นกว่าแดนเหนืออยู่บ้าง ไอน้ำชื้นลอยล่องในอากาศ เขาลุกขึ้นนั่ง เหม่อลอยไปชั่วครู่ แล้วจึงระลึกได้ว่านี่ไม่ใช่อากาศของเมืองหลวง
แจกันเหมย[1]เสียบกิ่งหอมหมื่นลี้สีส้ม
นิทราครานี้คล้ายจะหลับไปนานทีเดียว
ข้าวต้มจากครัวผ่านการต้มแล้วเปลี่ยนถ้วยเปลี่ยนถ้วยแล้วนำไปต้มใหม่
ครั้นฟังเจี้ยนซูเอ่ยจนจบ เขาจึงหยิบเสื้อมาคลุมกายก่อนจะลุกขึ้น
เตาฉินยกข้าวต้มร้อนที่เตรียมไว้มาวางบนโต๊ะทันที ตั้งกับข้าวจำพวกกับแกล้มหลายจานไม่กล้าจัดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เนื่องด้วยตลอดการเดินทา