วลาชี้เป็นชี้ตายเช่นนี้ เซี่ยเวยจะมาเพื่อพบนางได้เยี่ยงไร
ครั้นเห็นอีกฝั่ายตั้งท่าจะจากไปจึงไม่เหลือเวลาขบคิดให้มากความ นางพลันร้องเรียก“เซียนเซิง!”
เซี่ยเวยหยุด
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นกังวลเรื่องเสิ่นจื่ออี กัดฟันยกชายกระโปรงตรง ลงไปข้างล่างโดยไม่แยแสสายตาประหลาดใจของเว่ยเหลียงทางด้านข้างกระทั่งมาถึงเบื้องหน้าม้าของเซี่ยเวย นางก็เงยหน้ามองเขาพร้อมอ้าปาก แต่ชั่วอึดใจนั้นกลับไม่ทราบว่าควรเอ่ยสิ่งใด
แสงอาทิตย์ทอดอาบร่างเขา
ชายชุดนักพรตเปือนเปรอะถูกลมพัดสะบัดกระพือ
แสงที่ส่องย้อนกายเซี่ยเวยบดบังดวงตาและคิ้วซึ่งมีสีเช่นหมึกจางดุจขุนเขาไกลลิบ ไม่อาจเห็นสีหน้าได้ชัด เขาทำแค่หลุบตามองมา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงส่งกระดาษแผ่นหนึ่งที่คีบไว้ตรงหว่างนิ้วมาสักพักให้นาง กล่าว อย่างไร้คลื่นอารมณ์“อีกสามวันจะออกเดินทางสู่ด่านชายแดน หากเจ้าใคร่ครวญดีแล้วก็มาด้วยกันได้”
ยามนี้นางไหนเลยจะกล้าเผยท่าทีเมินเฉยสักเสี้ยว
นางรับกระดาษบาง ๆ มาด้วยสองมือ ครั้นเลื่อนสายตาลงจึงพบรอยรั้งที่สายบังเหียนทิ้งไว้บนขอบนิ้วของเซี่ยเวย
ห้วงความคิดพลันมีภาพโลหิตหลั่งรินลงพื้นขณะขัดขืนเพื่อหนีมือนี้ในวันนั้นวาบผ่าน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้ามองเซี่ยเวย
เซี่ยเวยเองก็ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดกับนางอีก
ได้ยินเพียงเสียงสะบัดบังเหียน กีบม้าอาบโคลนย่ำผ่านผืนดิน เตาฉินรีบคำนับนางก่อนพลิกกายขึ้นม้าในทันใด จากนั้นนำกลุ่มคนตามหลังออกไปไกลลิบเว่ยเหลียงซ