ภายในห้องด้านหลังห้องทำพิณ เตาฉินสวมชุดสีฟั้ายืนเงียบงันอยู่ในมุมมืด แม้จะทำประหนึ่งไร้ตัวตน สายตากลับกวาดผ่านสถานที่เป็นพัก ๆหยุดที่บุรุษท่าทางโผงผางตรงที่นั่งฝังขวาบ่อยเป็นพิเศษ
เรือนผมยุ่งเหยิงมัดด้วยเชือกปั่าน ต้นฤดูร้อนเช่นนี้เขาสวมชุดแขนเสื้อสั้นทำจากผ้าเนื้อหยาบอันเรียบง่ายหรืออาจถึงขั้นซอมซ่อ แต่ก็ขับเค้าโครงกล้ามเนื้อได้รูปกับแผงอกกว้างได้ง่าย ๆ คิ้วคมดังมีดกรีด ในดวงตาซึ่ง ไม่เหลือร่องรอยความสง่าอย่างสุภาพชนกลับแฝงแววคมปลาบอันตราย
มิใช่ใครอื่น เมิ่งหยางที่หลบหนีไปตอนศึกทงโจวนั่นเอง
ผู้นั่งร่วมห้องขณะนี้มีพ่อค้าเร่หน้ายิ้มหลังโก่งหมอพเนจรสะพาย ล่วมยา บัณฑิตถือเนื้อถือตัวผู้มีชื่อเสียงไม่น้อย ทั้งยังมีพ่อค้าหน้าตา เคร่งขรึมผู้โชกโชน…
ทั้งที่มีคนอย่างเมิ่งหยางนั่งอยู่ร่วมด้วย เขากลับไม่เตะตา
เพียงแต่ทุกคราวที่คุยได้สองประโยค คนที่เหลือก็ต้องเบือนหน้ามองเขาทีหนึ่ง แฝงความประหวั่นปะปนด้วยความข้องใจราง ๆ
บัณฑิตถือพัดพับจิบชาอึกหนึ่ง หลังครุ่นคิดซ้ำไปมาสุดท้ายก็เอ่ย อย่างอดไม่อยู่ “เรื่องของทงโจวกระพือไปจนใหญ่โตขนาดนี้ เซียนเซิงไม่ห่วงว่าฝังเจ้านิกายจะเลิกไว้หน้าท่าน เข้าชนจนกว่าจะตกตายกันไปข้างหรือ”
เซี่ยเวยกล่าวราบเรียบ “หลักฐานเล่า”
หมอพเนจรขมวดคิ้ว “เช่นนั้นหลังจากนี้ท่านจะ…”
เซี่ยเวยยกฝาถ้วยชาอย่างเบามือแล้วค่อย ๆวาง เกิดเสียงกระทบ ดังกึกแผ่ว ๆ จากนั้นอธิบายด้วยน้ำเสียงสง