กลับกล่าวว่า “ใต้เท้าจางหัวหน้ากองแห่งกรมอาญา ท่านนั้น ได้ยินว่าคราวศึกที่ทงโจวก็ดูแลเจ้าไม่น้อย ดูแล้วแม้เงียบขรึม ไม่ค่อยพูดแต่ก็พึ่งพาได้ เมื่อวานพ่อยังได้พูดคุยกับคนผู้นี้ นับเป็นขุนนาง ทรงคุณธรรมอันหาได้ยากในราชสำนัก เจ้าจะไม่เก็บไปคิดหน่อยหรือ”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกไม่ถึงเลยว่าผู้ที่เจียงปั๋อโหยวถูกตาต้องใจจะเป็น จางเจอ อารมณ์นับร้อยผสมปนเปไปชั่วขณะ ทั้งขมปร่าทั้งอ้างว้างร้องไห้ ก็ไม่ได้ หัวเราะก็ไม่ออก
นางหลุบตาลงช้า ๆ
แล้วค่อยเอ่ยว่า “ท่านพ่อเอาใจใส่ลูกเหลือเกินจริง ๆ ทว่าลูกตัดสินใจไปแดนสู่อย่างแน่วแน่แล้ว ทุกสิ่งก็ตระเตรียมจนสมบูรณ์พร้อมมิหนำซ้ำ ลูกนิสัยเจ้ากี้เจ้าการถึงเพียงนี้ ไม่ควรไปสร้างหายนะให้คนรอบข้างดีกว่า ขอท่านพ่อโปรดเลิกล้มความคิดเถิดเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวพลันได้แต่จนใจ
แน่นอนว่าเขาชื่นชมจางเจอ แต่ในเมื่อยายหนูหนิงไม่มีใจจะดึงดันต่อคงไม่ดี เดิมทีที่ยกข้อเสนอนี้ขึ้นมาก็ไม่ได้หวังอะไรมาก หากเจียงเสวี่ยหนิงไม่แยแสก็อยู่ในการคาดการณ์เขาจึงได้แต่บอกว่า “ช่วยไม่ได้ แต่อย่างไรเสียหนทางไปแดนสู่ก็ ยาวไกล ข้าละห่วงเสียจริง…”
“ท่านพ่อเป็นถึงรองเสนาบดีกรมคลัง กุมหนึ่งในอำนาจแห่งหกกรม ผู้สำเร็จราชการมณฑลเสฉวนลู่เหวินอิงสอบเข้ารับราชการปีเดียวกับท่าน เจ้าเมืองหรงโจวก็เคยติดหนี้บุญคุณท่านเมื่อกาลก่อน ทั้งหมดที่กล่าวมาข้าให้เงินค่าน้ำร้อนน้ำชาเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” เจียงเสวี่