การ ร่ำไห้กล่าวกับผู้คนว่าลูกชายข้าเลี้ยงมากับมือข้ารู้ดี เขาทำเรื่อง พรรค์นี้ไม่ลงแน่! เขาเป็นขุนนางสุจริต เขาเป็นขุนนางที่ดี เขาเคยให้ สัตย์สาบานต่อปั้ายวิญญาณบิดาเขา…
ทว่าไร้คนเหลียวแล
นางอยู่บ้านหามีคนเฝั้าดูแลไม่ เช้าตรู่ลงบันไดเกิดพลัดหกล้ม ไม่อาจลุกได้อีก
ผ่านไปเจ็ดแปดวันเต็มเพื่อนบ้านค่อยพบความผิดปกติ พวกเขาพาดบันไดปีนกำแพงส่องเข้าไปในเรือนถึงค้นพบ จากนั้นกระแทกประตูเรือน เปิดเข้าไป แต่ก็พบว่าเจ้าตัว…
จางเจอไม่มีวันกล้าจินตนาการภาพเหตุการณ์นั้น
ยามเป็นขุนนาง เขาไม่ภักดี
ยามเป็นบุตร เขาไม่กตัญู!
ไม่ต้องกล่าวถึงการแสดงความกตัญูต่อหน้ามารดา กระทั่งงานศพของมารดายังเป็นเพื่อนร่วมงานในราชสำนักที่ฝั่าฝืนคำตำหนิผู้คนมาช่วยจัดการ ส่วนบุตรผู้รับความกรุณาจากมารดามากับตัวเช่นเขา กระทั่งจะ ออกไปแสดงความเคารพครั้งสุดท้ายยังทำไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งสิ้นกำลังไม่ขยับเขยื้อน ถามด้วยจิตใจอันแตกสลายเสมือนตายทั้งเป็น “ใต้เท้าจาง เจ้าคงเคยเกลียดข้าใช่หรือไม่”
จางเจอตอบ “เคยเกลียดพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “ก็สมควรแล้ว”
จางเจอเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นถึงกล่าวเนิบช้า“แต่กระหม่อมจะ เกลียดพระองค์ได้อย่างไร ผู้ที่ไม่ภักดีเป็นกระหม่อม ผู้ที่ไม่กตัญูก็เป็นกระหม่อม ผู้ที่รักพระองค์เป็นกระหม่อม ผู้ที่ทำร้ายพระองค์ก็ยังเป็น กระหม่อม ท้ายที่สุดจึงได้แต่เกลียดแค้นตนเอง ฮองเฮา จางเจอไหนเลยจะดีปานนั้