ลาดและวูบไหวไปมาไม่หยุดนิ่ง ราวกับแสงหม่นสลัวที่สะท้อนจากกระจกใต้ท้องน้ำดำมืด
จางเจอเอ่ยปากหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน
เขาถามว่า “คุณหนูรองเจียงไปแล้วหรือ”
บ่าวรับใช้ผงกศีรษะ “ขอรับ เหมือนจะกลับจวนไปพร้อมใต้เท้าเจียงแล้วขอรับ”
จางเจอหลับตา เงียบงันสักพักจึงค่อยกล่าวว่า “ขอบใจ”บ่าวรับใช้สงสัยอยู่ในที แต่ก็มิกล้าซักถาม
เขาค้อมกายอีกครั้ง เมื่อเงยศีรษะก็เห็นใต้เท้าผู้นี้เดินย้อนออกไปจากสวนแล้ว ทั้งที่เป็นราตรียามคิมหันต์ซึ่งอากาศร้อนอบอ้าว ทว่าขณะแผ่นหลังค่อย ๆ กลืนหายเมื่อสุดลำแสงโคมประทีปทับซ้อนใต้ระเบียงทางเดิน กลับคล้ายกำลังเดินท่ามกลางหยาดน้ำค้างกลางสารทฤดูอันอ้างว้างเหน็บหนาว
ฝนที่ตกเมื่อวันก่อนชะล้างฝุั่นซึ่งลอยฟุั้งปกคลุมเมืองหลวง พื้นถนนที่ทอดยาวเองก็ถูกน้ำฝนชะล้างจนสะอาดหมดจด
เสียงรถม้าค่อย ๆ เลือนหายดังนั้นเสียงฝีเท้าย่ำพื้นถนนเบา ๆ จึงเด่นชัดทั้งอ้างว้างและวังเวง สมองของจางเจอคล้ายคิดถึงทุกสิ่ง และคล้ายไม่คิดถึงสิ่งใดเลย
ที่พำนักของเขาห่างจากเขตที่พักอาศัยของเหล่าเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงพอสมควร เมื่อผ่านพื้นที่แพงระยับบริเวณนี้ไป ระดับความสูงของอาคารบ้านเรือนก็ลดต่ำ เสียงหัวเราะโหวกเหวกโวยวายและร้องเรียกขายของค่อย ๆ ปรากฏแทน
เช้านี้เขาเผลอทำปั้านชาที่บ้านหล่น มารดาจึงกำชับว่าขากลับอย่าลืมซื้อใหม่
จางเจอเดินเข้าร้านเครื่องกระเบื้องซึ่งปิดร้านดึก เลือกอุปกรณ์ชงชากระเบื้องเคลือบขาวสิง