ง ประสานมือค้อมกายคารวะก่อน“คารวะคุณหนูรอง”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับมีอาการเลื่อนลอยครู่หนึ่งอีกฝั่ายแต่งกายเหมือนชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
เพียงแต่ยามที่นางเห็นมิใช่ตอนอยู่สถานที่กลางแจ้ง แต่เป็นภายในห้องหอ และไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาดื่มสุรามากเกินไปหรือหน้าบาง ยามท่านอ๋องผู้นี้ถือไม้เลิกผ้าคลุมเพื่อเลิกผ้าคลุมหน้าของนาง ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดจึงแดงระเรื่อใต้แสงเทียนสีแดง ขณะนั้นนางเองก็ดวงตาพร่าพรายเล็กน้อย เพียงแต่ความอ่อนโยนและหวานชื่นล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา เนื่องจากเดิมทีนางก็มิได้รักคนผู้นี้ ดังนั้นนอกจากภาพลวงตาแล้วสิ่งที่แผ่ซ่านจากก้นบึ้งของหัวใจก็คือความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต
นางคารวะตอบ “จวนของหลินจืออ๋องช่างใหญ่โตเหลือเกิน เดิมทีหม่อมฉันเพียงต้องการเดินทางลัดกลับไปยังงานเลี้ยง คิดไม่ถึงว่าเพิ่งเดินได้สองก้าวก็หลงทางเสียแล้วเพคะ”
เสิ่นเจี้ยเองก็เดาว่าคงเป็นแบบนี้
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวจบก็เพ่งมองเขาครู่หนึ่งทันใดนั้นก็พลีนถามบ่าวรับใช้ด้านข้างว่า “มีสุราหรือไม่”
คนเหล่านั้นตะลึงงัน มองเสิ่นเจี้ยในบัดดล
เสิ่นเจี้ยไม่รู้เหมือนกันว่าเจียงเสวี่ยหนิงหมายความเช่นไร
เจียงเสวี่ยหนิงจึงหัวเราะพร้อมอธิบาย“แม้ว่าหม่อมฉันกับพระองค์จะมิได้สนิทสนมกันแต่หม่อมฉันก็เคยได้รับการดูแลจากพระองค์ขณะอยู่ในวังหลวง ท่านอ๋องทรงเป็นสหายสนิทของเยี่ยนหลิน บัดนี้เขาถูกเนรเทศไปหวงโจวเกรงว่าคงไม่อาจมาร่วมถวายความยินดีด้