วยตนเอง ไม่ว่าด้วยไมตรีก็ดี ด้วยเหตุผลก็ช่างหม่อมฉันย่อมสมควรจะแสดงความยินดีต่อพระองค์ในนามตนเองและเยี่ยนหลิน ร่วมถวายคำอวยพรในงานมงคลของท่านอ๋องสักถ้วยเพคะ”
ครานี้เสิ่นเจี้ยจึงแจ่มแจ้ง
เพียงแต่เมื่อเอ่ยถึงเยี่ยนหลิน เขาก็อดเศร้าหมองเล็กน้อยไม่ได้ สั่งให้คนไปนำสุรามา “ทั้งที่เป็นวันมหามงคล ทว่าบัดนี้เยี่ยนหลินไม่อยู่ จื่ออีเองก็ไม่อยู่…”
เขามิได้คบค้าสมาคมกับเจียงเสวี่ยหนิงลึกซึ้งมากนัก
คนนอกพูดกันว่าคุณหนูรองเจียงยโสโอหังทว่าอาจเพราะได้ฟังคำพร่ำบ่นของเยี่ยนหลินมามาก ทั้งยังรู้ว่าเสิ่นจื่ออีผู้เป็นน้องสาวดีต่อนางมาก เสิ่นเจี้ยจึงมิได้มีมุมมองต่อนางเฉกเช่นคนทั่วไป
ก่อนหน้านี้ขณะต้อนรับแขกเหรื่อที่ห้องโถงด้านหน้า ทุกคนกล่าวว่าวันนี้เขารับทั้งพระชายาเอกและรองเข้าจวนพร้อมกัน นับว่าได้เสพสุขกับชีวิตที่ได้ครองคู่กับภริยาทั้งสอง
เปลือกนอกเขากล่าวขอบคุณ ทว่าใจมิได้ยินดีขนาดนั้น
แต่หากมองจากสายตาของผู้อื่น เขาย่อมปราศจากเหตุผลที่จะไม่ยินดี
พอเจียงเสวี่ยหนิงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเสิ่นเจี้ยกลับโล่งใจ คล้ายมีเหตุผลอันถูกต้องที่จะไร้ความสุขกับเรื่องไม่น่ายินดีนี้แล้ว
ศาลาริมน้ำหลังหนึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงวันนี้จวนจัดงานมงคล จึงตระเตรียมสุราให้แขกเหรื่อไว้ทุกแห่งหน
บ่าวรับใช้นำสุรากลับมาอย่างรวดเร็ว รินใส่จอกให้คนทั้งสอง
เจียงเสวี่ยหนิงชูจอก ทว่าสิ่งที่ผุดในหัวสมองกลับเป็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ท