ยหนิงถามบ่าวรับใช้จนรู้ว่าเจียงปั๋อโหยวอยู่ที่ศาลาหลบร้อนตรงมุมตะวันออกของสวน จึงถามทางเพื่อมุ่งหน้าไปหา
จริงดังคาด นางเห็นเจียงปั๋อโหยวยืนหันออกด้านนอกกำลังสนทนากับคนกลุ่มหนึ่งอยู่ไกล ๆหนึ่งในนั้นยืนหันหลังให้ทางนี้
ท้องฟั้าเริ่มมืด แสงแดดอ่อนสลัวนางมิอาจมองเห็นชัดไปชั่วครู่ เสียงของคนผู้นั้นกระทบโสตยามเดินเข้าไปใกล้ เมื่อเขาเบี่ยงกายเล็กน้อยถึงจดจำได้ ชั่วพริบตานั้นนางรู้สึกเหมือน ‘พลันผินหน้ากลับมา กลับพบว่าอยู่ใต้โคมประทีปฉายอันหม่นมัว[1]’ เปลวเพลิงร้อนเบาบางกลุ่มหนึ่งเคลื่อนผ่านดวงใจ สิ่งที่เหลือไว้มีเพียงรอยไหม้ซึ่งไม่อาจลบเลือน
วันนั้นที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงนางพูดเปิดอกไปแล้วถึงจะไม่คิดว่าตนเป็นพวกดันทุรัง แต่หากให้พบหน้าก็กลัวว่าจะเก้อเขิน ในเมื่อรู้ว่าเป็นเขา นางจึงรั้งฝีเท้าอยู่ตรงบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกล
เจียงปั๋อโหยวสายตาดีมองเห็นนาง
เขาสนทนากับทุกคนต่ออีกครู่หนึ่งจากนั้นจึงกล่าวร่ำลากัน จางเจอไม่รู้ว่านางอยู่ด้านหลังเมื่อหมุนกายกลับมาเห็นนางยืนอยู่ใต้ต้นไห่ถังจึงชะงักงันทันที
ทว่าเขามิได้เปล่งวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงก็มิได้เอื้อนเอ่ย
จวบจนเจียงปั๋อโหยวเดินเข้ามากล่าวยิ้ม ๆ“มาหาข้าได้อย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงกะพริบตาและรั้งสายตากลับ “เมื่อครู่นึกถึงเรื่องบางอย่างที่แดนสู่ คิดว่าควรบอกกล่าวท่านพ่อสักหน่อยเจ้าค่ะ”เจียงปั๋อโหยวเหลียวมองรอบด้านคล้ายกริ่งเกรงอะไรบางอย่าง โบกมือเอ่ยว่า