“มาได้จังหวะพอดี ข้ามีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับงานมงคลของเจ้าแล้ว อยากจะคุยด้วยสักหน่อย ค่อยคุยระหว่างทางขากลับก็แล้วกัน ตอนนี้ข้าต้องไปกล่าวอำลาสหายร่วมงานทั้งหลายก่อน รออยู่ที่นี่สักครู่นะ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าเขามีความคิดเช่นไร แต่ก็มิได้ถามไถ่ให้ชัดเจน
นางเพียงผงกศีรษะและมองเขาเดินจากไป
เมื่อนางหันศีรษะกลับมามองหาจางเจอบริเวณที่เขายืนเมื่อครู่ก็ว่างเปล่าเสียแล้วชาติก่อนมีบุพเพแต่ไร้วาสนา
ส่วนชาตินี้มีวาสนาทว่าไร้บุพเพ
นางหัวเราะเสียงต่ำคราหนึ่ง ลอบก่นด่าสวรรค์ว่ากลั่นแกล้งนาง รู้สึกว่าหากต้องการปล่อยวางเรื่องเขา เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก
ยืนได้ครู่หนึ่งก็เมื่อย นางจึงเดินออกมาจากศาลาหลบร้อน
ขณะก้าวขึ้นบันไดและเดินผ่านพุ่มไม้ไผ่สวรรค์ด้านข้าง เจียงเสวี่ยหนิงพลันเหลือบเห็นถุงผ้าแพรสีนิลปักดิ้นเงินถุงหนึ่งห้อยติดอยู่ท่ามกลางใบไม้สีแดงอ่อนต้นฤดูร้อน คล้ายมีใครบังเอิญถูกกิ่งไม้เกี่ยวตอนเดินผ่าน
นางหยิบขึ้นมาโดยไม่นึกใส่ใจ
อย่างไรก็ตามพริบตาที่สัมผัสกลับรู้สึกคุ้นเคย
ชาติก่อนจางเจอก็มักจะห้อยถุงผ้าแพรนี้เหมือนกันมิใช่หรือ
ครั้งหนึ่งนางสงสัยว่าสตรีใดมอบให้หรือเปล่านางจึงชิงมาเล่น เดิมทีนึกว่าจางเจอถูกตนกลั่นแกล้งจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว คิดไม่ถึงว่าเขาพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน แม้ยังคงสงวนท่าทีอดทนอดกลั้นไม่เปล่งวาจาดังเดิม แต่หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นกลับทวีความเดือดดาลขึ้นหลายส่วน
นางมิอาจต้