งมิได้เถียงเซี่ยเวยอย่างผิดวิสัย เพียงพึมพำว่า “เซียนเซิงกล่าวถูกต้องแล้ว ล้วนต้องโทษที่ข้าไม่ตั้งใจเล่าเรียน ประการแรกคือไร้ความสามารถ ส่วนประการที่สองคือใช้อารมณ์ช่วยผู้ใดก็ไม่ได้ปกปั้องก็ไม่ได้อีก เอาแต่ทึกทักไปเองว่าจะเปลี่ยนแปลงชะตาฟั้าลิขิตของมนุษย์แต่กลับเป็นได้เพียงตัวตลกที่น่าขัน ข้าไร้ความสามารถและเป็นคนไม่ได้ความจริง ๆ เจ้าค่ะ…”
เดิมทีเซี่ยเวยพูดด้วยความโกรธ ไหนเลยจะคาดคิดว่านางกลับไม่โต้แย้งและยอมจำนนโดยดี
เมื่อเห็นนางร่ำไห้จึงรู้ตัวว่ากล่าวหนักเกินไปแล้ว
เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ไม่รู้จะทำเช่นไร
ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงค่อยกล่าวอย่างเนิบช้า“หนิงรองคนโง่ เจ้าทำอะไรไปมากและทำได้ดีมากแล้ว เพียงแต่เรื่องบางอย่างแม้มีพลังมากล้นก็ยังไม่สามารถหยุดยั้ง เป็นสาวเป็นนางอายุเท่านี้ก็เสียใจจนกล่าวโทษตนเองเสียแล้ว ต่อให้เจ้าจะแสดงความร้ายกาจอันเป็นนิสัยเดิมออกมาบ้างเซียนเซิงก็ไม่ถึงขั้นออกปากสั่งสอนเจ้าหรอก”
ไม่รู้เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินหรือเปล่า นางนั่งนิ่งไม่ไหวติง
ทันใดนั้นพลันเกิดเสียงโห่ร้องยินดีดังแว่ว ๆมาจากนอกตัวรถ
ในที่สุดราชรถเดินทางไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีขององค์หญิงใหญ่ก็เคลื่อนออกจากประตูวัง เดินทางบนถนนฉางอันซึ่งทอดตัวยาวมุ่งตรงออกนอกเมืองหลวง
เจียงเสวี่ยหนิงจำเสียงนี้ได้
นางเคยได้ยินเมื่อชาติก่อน
ขณะนั้นได้ยินแล้วมีแต่ความเฉยชาไม่รู้สึกรู้สา กระทั่งยังยินดีเพราะว่าที่น้องสา