ั้งแต่เด็ก บัดนี้จื่ออีกำลังจะออกเรือนแล้ว สมควรยินดีกับจื่ออีถึงจะถูก ไฉนยังร้องไห้อีกเล่า”
นางไม่เอ่ยปากยังพอทำเนา ครั้นเอ่ยขึ้นมาก็ทำเอาหัวหน้ากองซูไม่อาจถือหมึกเขียนคิ้วได้มั่นคงอีกต่อไป
นางรับหมึกเขียนคิ้วมาจากมือหัวหน้ากองซูประชิดเข้าหาคันฉ่องดอกกระจับและบรรจงวาดให้ตนเองทีละเส้น “สตรีวัยยี่สิบ สุดท้ายแล้วก็ต้องออกเรือนอยู่ดี เพียงแต่บางคนออกเรือนใกล้บางคนออกเรือนไกล ไม่ว่าอย่างไรหัวหน้ากองซูก็ไม่อาจอยู่กับจื่ออีไปตลอดชีวิต แผ่นดินภายนอกต้องออกไปดูด้วยตาตนเอง มรสุมภายนอกต้องแบกรับไว้ด้วยตนเอง เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ หากร้องไห้จะรังแต่ทำให้ผู้อื่นดูแคลน ไยไม่ยิ้มแย้มแสดงความกล้าสักหน่อยเล่า”
คิ้วสองข้างบรรจงวาดเป็นเส้นบางและเรียวยาวประดุจใบหลิวโค้งงอ ทว่ารอยแผลเป็นจาง ๆใต้หางตายังคงเด่นชัดอยู่บ้าง
เสิ่นจื่ออีวางหมึกเขียนคิ้ว ก่อนจะหยิบพู่กันขนาดเล็กจากกล่องมาแต้มผงสีดอกอิงเถาเล็กน้อย ก่อนจะวาดเป็นรูปกลีบดอกอิงเถาปลิดปลิวตามรอยแผลเดิมอย่างแช่มช้า
ครั้นพิศดูหลังวางพู่กันก็อดหัวเราะไม่ได้
นางนึกถึงเจียงเสวี่ยหนิง “ต้องให้หนิงหนิงวาดจึงจะงดงามสมบูรณ์เหมือนของจริง เพียงแต่ข้าไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี เดินทางไกลออกจากด่านเยี่ยนเหมิน เมื่อถึงต๋าต๋าก็ไม่มีผู้ใดวาดให้อีก ลองวาดเองหลาย ๆ รอบเพื่อฝึกมือให้เชี่ยวชาญก็ดีนะ”
หัวหน้ากองซูปาดน้ำตา “วันนี้พอองค์หญิงทรงเข้าเฝั้าเพื่อทูลลาฝั่า