กปรกแล้วชัด ๆ แต่ก็ยังไม่หยุดราวกับกำลังระบายความโกรธ ดวงหน้าน้อย ๆ ขาวผุดผ่องไร้ความรู้สึก
เขาจึงเอ่ยว่า “คนไปกันหมดแล้ว”
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงหยุดการกระทำ ผ้าแพรขาวยับย่นเลอะเทอะไปเป็นแถบ แต่ก็ถือไว้ไม่ยอมส่งคืนด้วยความเกรงใจ พูดเสียงเบาว่า“ขอบคุณเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวย “องค์หญิงใหญ่ทรงเตรียมการอภิเษกสมรส เจ้าจึงไม่ต้องเข้าไปเรียนในวังหลวงแล้ว มิได้ทอดทิ้งการเรียนใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาหากนางไม่ยุ่งอยู่กับการโหมกระพือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามท้องตลาด ก็ต้องยุ่งอยู่กับการชมดูเซียวติ้งเฟยสู้รบปรบมือกับเซียวซูอย่างดุเดือด ไหนเลยยังจะมีคำว่า ‘การเรียน’ อยู่ในสมองอีก
นางพลันเงยหน้ามองเซี่ยเวย ดูร้อนตัวอยู่หลายส่วน
แม้นางไม่เอ่ยวาจา ทว่าพอเซี่ยเวยเห็นนางหดศีรษะปราศจากความห้าวหาญเหมือนตอนเงื้อไม้กระบองไล่ตีคน ก็รู้แล้วว่าช่วงนี้นางทิ้งการเรียนให้เสียเปล่า จึงเอ่ยเพียงว่า “กิจการงานใดล้วนสำเร็จได้เพราะความเพียร หากละเลยจะเสียเปล่า ต่อให้กลับบ้านแล้วก็ไม่อาจละเลยการบ้านได้หรอกนะ ไม่แน่วันใดข้าอาจมาเยือนจวนและทดสอบอะไรเจ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวสมองพองโตเป็นสองเท่า
จู่ ๆ เซียนเซิงช่วยพูดออกหน้าแทนก็ประหลาดใจมาก ถึงนางจะรู้สึกว่าตนไม่มีทางเสียเปรียบอันใด แต่มีหรือจะไม่รับรู้ความปรารถนาดีของผู้อื่น เพียงแต่เมื่อคิดถึงต้นสายปลายเหตุ นางกลับไ