ี่ยนแปลงนับตั้งแต่ยายหนูหนิงเข้าเมืองหลวง จวีอันคงเห็นในสายตา ถือว่าเห็นนางเติบโตมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน ข้าเห็นจวีอันยอมสั่งสอนนาง อีกทั้งยามนางอยู่ต่อหน้าเจ้าก็ว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก จู่ ๆข้าก็รู้สึกว่าตนเป็นบิดาไม่ได้ความขึ้นมาเลย”
ในฐานะขุนนางราชสำนัก ผู้ใดบ้างเล่าไม่กล่าวว่าเซี่ยเวยมีจริยธรรมสูงส่งและเที่ยงตรง
เจียงปั๋อโหยวเองก็ไม่ได้คิดเป็นอื่น
การที่เซี่ยเวยปฏิบัติกับเจียงเสวี่ยหนิงดีเป็นพิเศษ เขาคิดว่าเป็นเพียงความเมตตาที่อาจารย์มีต่อศิษย์ “อุปนิสัยใจคอของจวีอันข้าย่อมไว้ใจเพียงแต่หากยายหนูหนิงเรียนรู้จากจวีอันได้สักกระผีกจนเลิกนิสัยดื้อรั้นไม่รู้ความนี้ไปเสีย ข้าก็วางใจแล้ว”
ดื้อรั้นไม่รู้ความ?
เซี่ยเวยหวนนึกถึงกิริยาท่าทางของเด็กสาวทิ่มแทงคนราวกับหนามแหลม เปราะบางราวกับบุปผชาติประดับเหนือยอดผา ทว่าพอเขาได้ฟังถ้อยคำอันอ่อนโยนของเจียงปั๋อโหยวกลับรู้สึกคับข้องใจอยู่บ้าง
เขาจึงรั้งฝีเท้า
รอยยิ้มบนใบหน้าเบาบางเกือบเลือนหายอย่างแทบไม่เคยเกิดขึ้น เขากล่าวกับเจียงปั๋อโหยวอย่างแช่มช้า “นิสัยของหนิงรองแข็งนอกอ่อนใน เกรงว่าคงมีชีวิตไม่สู้ดีนักมาตั้งแต่เด็ก นางชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง ขอเพียงผู้อื่นดีด้วยสักหน่อยก็มอบให้ทั้งหัวใจ สตรีไม่สมควรถูกเลี้ยงดูจนกลายเป็นเช่นนี้เลย ประเดี๋ยวจะถูกคนอื่นพาเสียได้ เป็นเพราะรู้สึกย่ำแย่แท้ ๆ ถึงก่อเรื่อง ตัวนางหวนคืนเมืองหลวงโดยไม่ได้ผ่านการอบรมสั่งสอน