และเปียมความรู้จะเป็นผู้ถวายความช่วยเหลือท่านอ๋องและคอยดูแลจวนอ๋องได้ดีที่สุด…”
เสิ่นเจี้ยเกิดความรังเกียจอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมาในบัดดล
เดิมทีเขาเคยรู้สึกว่าเฉินซูอี๋มีบุคลิกงามสง่าและเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว แต่ยามนี้ก็พลอยนึกรังเกียจนางด้วย ต่อให้เป็นตุ๊กตาดินก็ยังมีโทสะอยู่สามส่วน เขาไม่พอใจ พลันหันศีรษะไปส่งห่วงหยกให้สตรีซึ่งยืนอยู่ระหว่างเฉินซูอี๋กับเจียงเสวี่ยฮุ่ย กล่าวด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจว่า “ในเมื่อถูกคัดเลือกให้เข้ามาที่ตำหนัก แสดงว่าต่อให้เป็นผู้ใดก็ย่อมดีทั้งสิ้น เช่นนั้นข้าเลือกนางแล้วกัน”ตำหนักฉู่ซิ่วพลันเงียบกริบ
ตอนฟางเมี่ยวได้ยินถ้อยคำแฝงความนัยซึ่งโต้กลับไปมาอยู่เหนือศีรษะ นางก็รู้สึกว่าคนเหล่านี้ต่างไม่ธรรมดา เกรงว่าหากพูดจาไม่เข้าหูจนได้เรื่องนางอาจเลือดตกยางออกเอาได้ จึงสวดวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร[1]ด้วยความศรัทธาเพื่อขับไล่เสนียดจัญไรและเภทภัยให้ตนเอง
ห่วงหยกส่งถึงตรงหน้า แต่นางยังมองไม่เห็น
จวบจนขันทีผู้หนึ่งเปล่งเสียงตะโกนดังลั่นครั้งที่สาม หลั่งเหงื่อเย็นเยียบทั่วร่าง “คุณหนูฟาง!”
ฟางเมี่ยวถึงได้สตินางเงยหน้าเห็นเสิ่นเจี้ยกำลังยื่นห่วงหยกมาให้ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงเล็กน้อย ขณะจ้องมองมาก็เผยสีหน้าไม่เป็นมิตรอย่างหาได้ยากยิ่งคล้ายคาดไม่ถึงว่าตนจะถูกเมิน
ยามนี้ฟางเมี่ยวถึงรู้สึกตัวแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
นางพลันตัวสั่นสะท้าน
เสิ่นเจี้ยไม่นึกว่าจะยังมีคนใจลอยตอนคัดเลือก